7 กลุ่มภาคประชาชน ยื่นศาลรธน.วินิจฉัยคำสั่ง คสช.ขัดรธน. ‘รังสิมันต์ โรม’ ทวงคืนสิทธิเสรีภาพปชช.

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีตัวแทนภาคประชาชน 7 กลุ่ม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย นายนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อนสิทธิมนุษยชน และนายอัครเดช ฉากจินดา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 6 และ 12 ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ 44 หรือไม่ รวมทั้งการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้หรือไม่

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 6 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบุคคลได้เกิน 7 วันโดยไม่มีหมายศาล และข้อ 12 ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็รับรองไว้ในมาตรา 4 แต่ที่ผ่านมา คสช.กลับใช้คำสั่งดังกล่าว เป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชนที่เห็นต่าง

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้ ต้องการจะพิสูจน์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้จริง ตามที่กรธ. ได้โฆษณาไว้ เมื่อครั้งรณรงค์ให้ประชาชนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ และพิสูจน์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมักยกคำร้อง อ้างว่าผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิผ่านช่องทางอื่นๆ ก่อน

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญ ยังยืนยันที่จะวินิจฉัย โดยให้ความชอบธรรมกับการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร เท่ากับพิสูจน์ว่ากลไกลการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มีประสิทธิภาพจริงอย่างที่ กรธ.เคยโฆษณาไว้ และถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560

ด้านนายนิมิตร์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ ที่หลายมาตราแก้แล้วจะทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ยากยิ่งกว่าเดิม ทางกลุ่มได้ติดต่อกับรัฐบาลที่จะเคลื่อนไหวไปยื่นจดหมายถึงนายกฯ แต่ทหารเอาคำสั่ง คสช. มาสกัดกั้น ไม่ให้เรารวมตัวเข้าพบนายกฯ จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แม้เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบก็ตาม

ส่วนนายอัครเดช กล่าวว่า หลังปี 2557 มีการใช้คำสั่งดังกล่าวห้ามประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการของรัฐดำเนินกิจกรรม ใช้กำลังจับกุมบุคคลไปกักขังโดยไม่มีหมายศาล ถ้าคำสั่งนี้ยังอยู่จะยิ่งเกิดปัญหากับภาคประชาชน เวลานี้มีการเคลื่อนไหวทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ท่าเรือปากบารา การสร้างเขื่อนต่างๆ ในทัพลุง ซึ่งทุกโครงการของรัฐกำลังเดินหน้า ประชาชนควรมีสิทธิ์ลุกขึ้นเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่ใช้คำสั่งนี้ไปจำกัดและกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะมันไม่เป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 7 กลุ่ม ที่เข้ายื่นคำร้อง ประกอบด้วย กลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวจากการจัดกิจกรรมที่หอศิลป์กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558, กลุ่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ถูกดำเนินคดีจากการสังเกตการณ์กิจกรรมที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น , กลุ่มนักกิจกรรมที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวจากการจัดกิจกรรมนั่งรถไฟไปตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์

กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัว จากการจัดกิจกรรมวันที่ 24 มิ.ย. 2559 ,กลุ่มนักกิจกรรมที่ถูกเจ้าที่รัฐควบคุมตัวจากการแจกจ่ายเอกสารรณรงค์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ , กลุ่มประชาชนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม

บทความก่อนหน้านี้เปิดใจคุณยายฝอย ทวด 6 แผ่นดิน อายุ 111 ปี ยังแข็งแรง เผยเคล็บลับอายุยืน (คลิป)
บทความถัดไปคลินิกแก้หนี้ปรับเกณฑ์ ขยายฐานช่วยเหลือรายย่อย เปิดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระร่วมโครงการได้