“เพื่อไทย” เตือน “ประยุทธ์” มีโอกาสเสียตำแหน่งสูง ถ้าอยู่ถึงอภิปราย ม. 151 ชี้ คนทั้งประเทศเห็นแล้วว่าตอบการอภิปรายยังไม่ตรงคำถาม แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร แนะ รีบยุบสภาหรือลาออก
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการบริหารและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตามที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม มาตรา 152 แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับตอบในสภาไม่ตรงกับคำถาม ตอบเหมือนเขียนบทล่วงหน้ามาอ่าน ไม่ได้ตอบตรงคำถามที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอภิปรายเลย
แถมยังตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว โทษรัฐบาลที่แล้วทั้งที่ผ่านมาตั้ง 8 ปีแล้ว โทษประชาชน โทษภาวะของโลก แต่ไม่ยอมรับความผิดพลาดจากการบริหารของตนเองเลยโดยคนทั้งประเทศเห็นอย่างชัดเจน ซึ่งหากยังไม่ยอมรับปัญหาทำเหมือนไม่ใช่ปัญหา พูดเหมือนทุกอย่างดีแล้ว จะไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้เลย ประชาชนจะยิ่งลำบากกันมากขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอย่างมากจากความล้มเหลวในการบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ แต่พล.อ.ประยุทธ์ทำเหมือนไม่ใช่ปัญหาและปัดความรับผิดชอบ โดยมีหลายประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบเช่น ปัญหาของแพงพลเอกประยุทธ์จะรับมืออย่างไร ปัญหาอันดับการทุจริตที่แย่ลงเรื่อยๆจะแก้ไขอย่างไร จะอ้างว่าตนเองไม่ทุจริตแต่ดัชนีการทุจริตกลับทรุดลง 5 ปีซ้อน ปัญหาคนจนที่เพิ่มขึ้น คนตกงานที่พุ่งสูง ปัญหาราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นไปอีก
การโอนเงินกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 20,087.42 ล้านบาทไปจะนำมาคืนประชาชนเมื่อไหร่ การที่ ปตท. ไปซื้อบริษัทต่างชาติ 1.48 แสนล้านบาท เหมาะสมหรือไม่ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ คนตกงานกันมากเพราะประเทศไทยขาดการลงทุนแต่ปตท. กลับขนเงินไปลงทุนต่างประเทศ ปัญหาการท่องเที่ยว และจะยกเลิกค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 300 บาทที่จะเป็นปัญหาหรือไม่
ความเสียหายจากความล่าช้าในการสร้างรถไฟความเร็วสูงทำให้ลาวแซงหน้าไทย ปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) ที่จะทำให้ราคาหมูแพงเป็นปีๆ รวมถึงปัญหาโรคลัมปีสกินในวัว ปัญหาประสิทธิภาพทางการเกษตรที่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พัฒนาเลยตลอด 7 ปี
นายพชร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมี ปัญหาการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหลายเรื่องโดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บเพิ่มขึ้น 10 เท่า ปัญหาการอนุญาตให้ปิดกิจการประกันภัยที่รับประกันโควิดเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินคนที่ติดโควิดอีกในอนาคตที่โยงกับการซื้อที่ดิน 600 ล้านบาท ปัญหาการเอื้อประโยชน์เจ้าสัวในการปล่อยให้มีการผูกขาดทั้งการควบรวมแมคโครกับโลตัส
และ ล่าสุดการควบรวม True-DTAC และที่เป็นประเด็นสำคัญที่คนทั้งประเทศสนใจปัญหาเหมืองทองอัครา ที่มีการให้สัมปทานเกือบ ล้านไร่ เพื่อแลกการถอนคดีพิพาทที่พลเอกประยุทธ์อาจจะแพ้เพราะใช้ มาตรา 44 นอกจากนี้ยังมีปัญหาอนาคตที่พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับมือ เช่น ปัญหาราคาสินค้าแพงและเงินเฟ้อที่จะมากขึ้น ปัญหาราคาน้ำมันที่จะแพงขึ้นไปอีก ปัญหาอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยของโลกที่จะเพิ่มขึ้น ปัญหาที่รัฐบาลอาจจะหมดกระสุนอัดฉีดเงินแล้ว และ ปัญหาประชาชนไม่มีรายได้มาเพิ่มกำลังซื้อในการบริโภค ฯลฯที่พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้ตอบแนวทางที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้เลย
ผลจากการอภิปรายและจากสภาวะเศรษฐกิจที่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เชื่อได้ว่าประชาชนจะทนกันไม่ไหว และจะต้องมีการเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ออกจากตำแหน่ง และเสียงเรียกร้องจะดังขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงขอเตือน พล.อ.ประยุทธ์ ระวังให้ดี ถ้ายังดื้ออยู่ให้ถึงเดือนพฤษภาคมที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 ที่จะมีการลงคะแนนเสียงด้วย ถึงตอนนั้นปัญหาต่างๆจะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และประชาชนคงจะทนกันไม่ไหวแล้ว และจะกดดันมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรให้ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไป
เพราะหากยังรับรองนายกต่อ ประชาชนก็คงไม่เลือกกลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเป็นแน่ ประกอบกับความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง โอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์จะถูกโหวต ไม่ไว้วางใจจึงมีสูงมาก และจะเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์จะถูกไฮแจ็คตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลางสภา ตามคำเตือน ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ควรจะต้องยุบสภาหรือลาออกก่อนการอภิปราย มาตรา 151 เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่รู้ตัวอีกไม่นานคงได้เห็นอะไรดีๆในสภาอย่างแน่นอน โดยหากเป็นจริงจะทำให้ประชาชนดีใจกันทั้งประเทศ
