ปู่พิชัยเชียร์”ชวน”นำทัพปชป. ยุอีกจับมือพท.-ทวงคืนปชต.

“บิ๊กตู่” ร้อนรับปีจอ “ศรีสุวรรณ” ยื่นป.ป.ช.สอบปมซื้อแจก”หมาบางแก้ว” ตัวละ 6 พัน “บิ๊กป๊อก-บิ๊กฉัตร” โดนด้วย ชี้เข้าข่ายรับของมูลค่าเกิน 3 พัน นายกฯ ฝากสื่อช่วยตีปี๊บงานรัฐบาล งดจัดรายการดีเบตไร้สาระ “สมชาย” ลั่นวางเฉยการเมือง รอหนุนคนรุ่นใหม่ ไฟแรง ยันตระกูล”ชินวัตร”เลิกยุ่งการเมือง เพื่อไทยดักคอ”บิ๊กตู่”อย่าใช้เสียงวิจารณ์เป็นเงื่อนไขเลื่อนเลือกตั้ง ปชป.ยกคำ”ป๋าเปรม” เตือนสติ “ปู่พิชัย” ชู”ชวน”นำทัพ ปชป.สู้ศึกเลือกตั้ง แนะผนึกพรรคเพื่อไทยทวงคืนประชาธิปไตย

บิ๊กตู่ขอสื่อช่วยตีปี๊บงานรัฐบาล

วันที่ 2 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ว่า ในปี 2561 อยากฝากสื่อมวลชนหากไม่มีเรื่องราวสำคัญขอให้เสนอแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นความสุข อย่างน้อยก็ช่วงเวลาของปีใหม่ และเชื่อว่าต่อไปก็จะดีขึ้น ผลต่างๆ จากการทำงานของรัฐบาลจะปรากฏออกมาเรื่อยๆ แต่ยอมรับว่าไม่เร็วเพราะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาของประเทศซึ่งหลายอย่างทับซ้อน รัฐบาลต้องรับผิดชอบทุกอย่างและจะพยายามทำให้เร็วขึ้น แต่ถ้าเร็วมากเกินไปจะเสียหาย สิ่งที่ตนมุ่งมั่นในปีหน้าว่าจะทำงานให้มากขึ้นแต่เรามีคนจำนวนมาก การจะแก้ปัญหาหลายอย่างบางเรื่องก็มีความทับซ้อนกัน

“ต้องฝากสื่อช่วยกันประชาสัมพันธ์ด้วยว่าเรื่องไหนทำได้ก่อนหรือหลัง หรือประชาชนต้องการอะไรก็สื่อเข้ามารัฐบาลจะได้บอกได้ เพราะบางครั้งไม่ทราบว่าประชาชนมีข้อสงสัยตรงไหน ยืนยันว่าผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกับสื่อ ขอให้ช่วยกันทำปีใหม่ปีนี้เป็นปีแห่งความสุข เพราะปีที่ผ่านมาเราอยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจมาตลอดทั้งปี ก่อนหน้านั้น ก็มีปัญหาความวุ่นวายมาเป็นสิบปี หลังจาก ปีใหม่ขอให้ช่วยกันคิดว่าเราจะร่วมมืออย่างไร ถือเป็นความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งสื่อถือมีส่วนสำคัญทำให้ทุกคนสามารถพบปะ พูดคุย ไปมาหาสู่กันได้ ไปไหนก็ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

แนะงดรายการดีเบตไร้สาระ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปีใหม่นี้อยากให้สื่อมวลชนช่วยกันลดปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมไทย เพราะบางครั้งการจัดรายการข่าวโดยให้คนโต้เถียงกันในเรื่องเล็กน้อย ที่คนไม่กี่คนทะเลาะกันจะเป็นปัญหาเพราะคนส่วนใหญ่ได้ตัดสินไปแล้วว่าใครถูกผิด จากนั้นเมื่อตำรวจตัดสินก็บอกว่าไม่ตรงตามหลักฐานกลายเป็นว่าตำรวจผิด ดังนั้นสื่อมวลชนควรระวังในการนำเสนอ

“ผมเข้ามายุ่งไม่ได้อยู่แล้วเพราะเป็นการประกอบธุรกิจที่ต้องมีการแข่งขันให้คนมาสนใจ และคนไทยสนใจเรื่องแบบนี้ ผมว่าการนำเสนอแบบนี้ไม่ประเทืองปัญญา ไปให้ความสำคัญกับเรื่องไม่มีสาระเท่าไหร่ เป็นเรื่องส่วนตัวที่กฎหมายต้องเข้าไปจัดการ แต่เอามาดีเบตทำให้คนผิดกลายเป็นถูก ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ผมไม่ได้ต่อว่าใคร ไม่ไปก้าวล่วงสื่ออยู่แล้ว ท่านมีสิทธิ์ของท่านตามปกติ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พรเพชรไม่เห็นสัญญาณคว่ำกม.ลูก

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าโรดแม็ปการเลือกตั้ง ยังเดินหน้าไปตามปกติตามรัฐธรรมนูญ ถ้าพิจารณาจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยทางกฎหมายคงไม่สามารถประเมินได้ ทุกวันนี้ ดูจากกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งเท่าที่ดูในส่วนของกฎหมายคิดว่าเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนปัจจัยอื่นๆ เป็นเรื่องที่แม่น้ำสายอื่นต้องประเมิน

“ที่ผ่านมาพูดกันมากเรื่องการคว่ำกฎหมายลูก ผมไม่คิดว่าจะมีแต่ก็ไม่รู้ การจะคว่ำกฎหมายได้ต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของสภา การใช้เสียง 2 ใน 3 ก็ต้องมีการพูดจาล็อบบี้และส่งสัญญาณกัน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณที่ว่านั้นเลยถ้าผู้สื่อข่าวมีก็ช่วยบอกด้วย คิดว่าถ้าจะคว่ำกฎหมายก็คงไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไร ปกปิดอย่างไรก็คงลำบาก” นายพรเพชรกล่าว

ใช้ม.44 แก้กม.เลือกตั้งไม่ได้

เมื่อถามว่าอนาคตหากประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้งแล้วแต่เกิดมีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งหลังจากนั้น จะมีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้งที่ต้องมีขึ้นภายใน 150 วันหรือไม่ นาย พรเพชรกล่าวว่า เมื่อกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้แล้วก็ต้องนับเวลาไปอีก 150 วันเพื่อให้มีการเลือกตั้ง โดยเวลา 150 วันเป็นเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี”60 ดังนั้นหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินการโดยใช้มาตรา 44 ไม่ได้

“ไม่อยากสมมติ ไม่อยากคิด แต่ถ้าพูดถึงหลักกฎหมายว่าถ้าจะแก้ไขเวลา 150 วัน ที่เดินหน้าไปแล้ว ในทางกฎหมายมีทางทำได้เพียงอย่างเดียว คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังคิดว่าจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเงื่อนไขค่อนข้างมาก เพราะรัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติลงและรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ดังนั้นจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา 44 คงไม่ได้ อำนาจของคสช.ที่ใช้มายังไม่เคยมีกรณีไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายพรเพชร กล่าว

“สมชาย”วางเฉยทางการเมือง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของพรรคเพื่อไทย ต่อจากนี้ว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคและทำอะไรไม่ได้อยู่ดี คสช.ยังไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนอนาคตทางการเมืองของตระกูลชินวัตรจากนี้นั้นไม่ต้องไปกังวลเพราะเขาจะทำมาหากินตามสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยภายใต้กรอบกฎหมายที่เท่าเทียม และตระกูลชินวัตรจะทำการเมืองหรือไม่ทำการเมืองไม่ทำให้เป็นปัญหาอะไร ถึงบอกว่าใครจะตั้งพรรคอะไรก็ตั้งมาให้ประชาชนเป็นคนเลือก แต่ที่สังเกตตอนนี้ไม่มีใครในตระกูลชินวัตรเข้ามายุ่งการเมืองแล้ว และกฎหมายจะไปจำกัดเสรีภาพเฉพาะคนนามสกุลใดนามสกุลหนึ่งคงไม่ใช่ อยากให้เป็นเรื่องของประชาชน

นายสมชายกล่าวว่าส่วนตนไม่ขอวางอนาคตอะไร แต่ขอวางเฉยเพราะการเมืองบ้านเรายังไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนตัวไม่ค่อยสนใจการเมืองแล้วเพราะอายุมาก อยากให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าพรรคไหนก็ตามเข้ามาทำหน้าที่ สำคัญที่สุดต้องบริหารให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทำให้เกิดความรักและสามัคคี พัฒนาประเทศให้เจริญ เศรษฐกิจดี ประชาชนมีกินมีใช้ตนสนับสนุนหมด ยืนยันว่าวางเฉยเรื่องการเมืองและไม่มีการวางแผนทางการเมือง อีกแล้ว อยากสนับสนุนคนที่มีไฟ

เมื่อถามว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย พอจะเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายสมชายกล่าวว่า ในพรรคเพื่อไทยมีแกนนำเยอะและมีความสามารถเป็นผู้นำได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าคนในพรรคจะสนับสนุนใครก็ต้องเป็นไปตามระบอบของพรรคและตามกฎหมายพรรค การเมือง ถ้าเสียงส่วนใหญ่โหวตให้ใครก็ต้องเป็นไปตามเสียงนั้น แต่ตอนนี้พรรคก็ยังทำอะไรไม่ได้เพราะมีคำสั่งคสช.ห้ามเคลื่อนไหว

ชี้”บิ๊กตู่”สร้างความระแวง

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ระบุหากยังมีความเคลื่อนไหวหรือเกิดความไม่สงบ อาจยังไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ว่า ต้องขอบคุณนายกฯ ที่แสดงความเห็นออกมาดังๆทำให้เราเข้าใจวิธีคิดเขามากขึ้น หวังว่าไม่ใช่การพูดข่มขู่หรือหวังสกัดกั้นไม่ให้ฝ่ายต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น ที่นายกฯ พูดว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งหากบ้านเมืองยังไม่สงบนั้น สำคัญคือตีความหมายของความไม่สงบหรือวุ่นวายอย่างไร ตนมองว่าไม่มีความวุ่นวายหรือความไม่สงบเกิดขึ้นเลย มีเพียงแค่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจากภาคส่วนต่างๆ เท่านั้น เพราะหลังรัฐประหารปี 57 ระบบการตรวจสอบภาครัฐอ่อนแอ มีเพียงคนในแม่น้ำ 5 สายที่เข้ามาทำหน้าที่ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นการสร้างความหวาดระแวงดังนั้นขอให้ทำให้แจ้งชัด อย่าเอาการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบจากภาคประชาสังคม มาสร้างเงื่อนไขเพื่ออยู่ในอำนาจต่อ

หาเหตุอ้างเลื่อนหย่อนบัตร

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ส่วนที่รัฐบาลระบุว่าเศรษฐกิจในปี 61 จะเฟื่องฟู ถ้าดีจริงก็ไม่ต้องออกมาประชาสัมพันธ์ ชาวบ้านรับรู้เองได้ว่าดีจริงอย่างที่รัฐบาลพูดหรือไม่ แต่วันนี้การ ใช้จ่าย กำลังซื้อของประชาชนต่ำมาก นักเศรษฐศาสตร์หลายคนพูดตรงกันว่ามีเพียงแค่ภาคส่งออกที่โตขึ้น แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ต้องเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ปเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืน

นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคำพูดพล.อ.ประยุทธ์ หากยังมีความขัดแย้งอาจไม่มีการเลือกตั้งว่า จะพูดแบบนี้เพื่ออะไรเพราะคนที่ขัดแย้งกับทุกกลุ่มคือพล.อ.ประยุทธ์เอง อย่าบิดเบือนว่าคนในประเทศมีความขัดแย้งกันเอง การพูดลักษณะเช่นนี้แสดงว่าหาเหตุผลในการเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกแล้วใช่หรือไม่ มีการหาข้ออ้างต่างๆ นานามาเป็นขั้นเป็นตอนตลอดมา อ้างกฎหมายลูกยังไม่เสร็จบ้าง อ้างการพบอาวุธจะเกิดเหตุรุนแรงบ้าง

นายวรชัยกล่าวว่ามาครั้งนี้บอกว่าขัดแย้งอีกทั้งที่ไม่ได้มีใครขัดแย้งกัน ผลที่สุดก็จะนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้ง เหมือนที่เคยบอกว่าจะเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2558 แต่ก็มีการอ้างมาจนถึงวันนี้ วันนี้ควรจะมีเหตุผลเพื่อนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง การนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย แต่กลับมีข้ออ้างมากมาย ไม่มีท่าทีนำไปสู่ประชาธิปไตยเลย หรือจะเลื่อนเลือกตั้งไปเป็นปี 2562-2563 หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นเรื่องความเชื่อมั่นคงไม่ต้องพูดถึงแล้ว

“นิกร”เชื่อเลือกตั้งพ.ย.

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค กล่าวกรณีพล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าหากการเมืองยังวุ่นวายและขัดแย้งสูง อาจไม่มีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2561 ว่า ขอย้ำเหมือนที่เคยพูดเอาไว้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นพ.ย.2561 และ เชื่อว่าเป็นวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สามเดือน พ.ย.เสียด้วยซ้ำไป ยังมั่นใจเช่นนั้น ขณะนี้ที่พรรคการเมืองหวาดหวั่นคือกลัวว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นไม่ใช่กลัวว่าจะช้ากว่า เพราะถ้าเกิดขึ้นเร็วกว่าโรดแม็ป กำหนดคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ใช้มาตรา 44 พรรคจะทำไม่ทัน เช่นการหาสมาชิก หรือไพรมารี่โหวต

“คงเป็นการให้ความเห็นทางการเมืองของนายกฯ เหมือนที่บรรดานักการเมืองออกมาแสดงความคิดเห็นช่วงปีใหม่ ไม่ใช่ชี้ว่า จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ เพราะปกติถ้าจะชี้อะไร นายกฯมักจะใช้รายการทุกวันศุกร์ หรือ 6 คำถาม จึงเป็นการถามโดยมีการเตรียมการ มีนัยยะทางการเมืองเพื่อแถลงบางเรื่องบางอย่าง แต่การให้ความเห็นเช่นนี้เป็นความเห็นหนึ่งที่ต้องการให้ลดความขัดแย้งลง” นายนิกรกล่าว

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเหมือนโรดแม็ปจะถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จึงทำให้เข้าใจไปเช่นนั้น นายนิกรกล่าวว่า ตอนนี้มีเรื่องเดียวที่ให้จับตาคือกฎหมายลูกสองฉบับเท่านั้น แต่ทั้ง รองประธานสนช., รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ผบ.ทบ.ต่างออกมาย้ำแล้ว ซึ่งเป็นฝ่ายที่ถืออำนาจอยู่จริงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรัฐบาล ถือเป็นการย้ำอยู่แล้วว่าในหลักการจริงเป็นอย่างนั้น ทั้งสามมุมนี้ออกมาครบออกมาย้ำพร้อมกันในห้วงเวลาเดียวกันก็ไม่น่าห่วงจึงยังเชื่อมั่นโรดแม็ป เพราะไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะทำให้กฎหมายทั้งสองฉบับตกไป อีกทั้งจากผลสำรวจของประชาชนต้องการให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว

พิชัยย้ำ”พท.-ปชป.”จับมือสู้

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 61 ว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดในสถานการณ์แบบนี้แม้จะไม่ฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เชื่อเหลือเกินว่าอย่างไรปี 61 ก็ไม่มีเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับทหารจัดตั้งรัฐบาลส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่วันนี้อยากเห็นพรรคการเมืองจับมือร่วมกันต่อสู้เพื่อเอาประชาธิปไตยคืนมา มากกว่าจะไปร่วมมือกับทหาร ตนอายุมากแล้วคงไม่มีโอกาสได้เห็นประชาธิปไตยที่แท้จริงอีกต่อไป เพราะดูจากการเขียนรัฐธรรมนูญออกมาหน้าตาอย่างนี้ดูเหมือนผู้มีอำนาจยังต้องการเป็นรัฐบาลต่อไป โดยมีส.ว. 250 คนมาเป็นกำลังหนุน

“จึงไม่มีทางอื่นที่พรรคการเมืองจะต่อสู้ได้นอกจากพรรคใหญ่หันหน้ามาจับมือไม่ว่าประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย แม้จะเป็นได้ยากเพราะ 2 พรรคนี้มีบาดแผลต่อกันแต่ต้องทำ ถ้าไม่ทำจะไม่มีทางชนะและจัดตั้งรัฐบาลได้ ประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต้องทำเพื่อที่จะสู้ให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา เพราะถ้าสู้ในกติกานี้โดยไม่ร่วมมือกันอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ” นายพิชัยกล่าว

ชู”ชวน”นำปชป.ทำศึกเลือกตั้ง

นายพิชัยกล่าวถึงสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ที่ผ่านมาหัวใจตนสนับสนุนนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เต็มที่ในการนำพรรคประชาธิปัตย์สู้ศึกเลือกตั้ง แต่เมื่อเขาเสียไปแล้วตนเศร้าใจและเสียใจ เพราะทำให้ประชาธิปัตย์ขาดกำลังสำคัญ ในใจตอนนี้มองเห็น 4-5 คนที่จะร่วมกันนำประชาธิปัตย์สู้ศึกเลือกตั้ง มีทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นต้น

“เวลานี้เห็นว่าผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือนายชวน ที่จะนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วให้นายบัญญัติ นายจุรินทร์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค คอยช่วยขับเคลื่อน ทีมเวิร์กแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากเห็น ถึงแม้ว่านายชวนจะมีอายุมากแล้วก็ตาม เพราะถ้าไม่ใช่นายชวน ก็ยังมองไม่เห็นคนอื่นหรือทางอื่นที่ประชาธิปัตย์จะได้คะแนนมากกว่าที่คาดไว้ในสถานการณ์แบบนี้” นายพิชัยกล่าว

ยก “6 คำถาม-คำป๋า”เตือนคสช.

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปี 2561 นี้ขอตั้งคำถามสำหรับรัฐบาลคสช. ที่เหลืออายุ 1 ปี ตามโรดแม็ปที่ให้คำมั่นเอาไว้ คือ 1.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ในหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัดหรือไม่ 2.หลักนิติธรรม คือกระบวนการกฎหมายอยู่ในหลักของความถูกต้องหรือไม่ เพราะการใช้มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ไปแก้ปัญหา พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ผ่านสนช.มาโดยชอบนั้น ถูกต้องหรือไม่ 3.หลักคุณธรรม ยึดถือความ ถูกต้องดีงามหรือไม่ เพราะมีประเด็นให้ประชาชนสงสัย ค้างคา ตอบสังคมไม่ได้ในหลายเรื่อง 4. หลักความโปร่งใส ที่ต้องเปิดเผยตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล คสช.หลายเรื่องที่ผ่านมาได้เปิดเผยตรงไปตรงมาต่อสังคมมากพอแล้วหรือไม่

5.หลักการมีส่วนร่วม รัฐบาลนี้ยิ่งอยู่นานประชาชนยิ่งมีส่วนร่วมน้อยลง เป็นแนวคิดระบบราชการ ของผู้มีอำนาจ เป็นจุดที่น่ากังวล และ6.ความรับผิดชอบต่อการบกพร่องในหน้าที่ ยิ่งนานวันความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจยิ่งน้อยลง จะเป็นเพราะต้องการเสพอำนาจต่อหรือไม่ก็สุดแท้แต่ การประกาศวันเลือกตั้งพ.ย.61 แล้วมีท่าทีจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกโดยไม่สนใจปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชนว่าจะทรุดหนักแค่ไหน จึงขอยกคำพูดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เตือนสติว่า นายกฯ ใช้กองหนุนหมดแล้ว

ชี้นายกฯส่งสัญญาณเลื่อนเลือกตั้ง

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกกต. กล่าวกรณีพล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าถ้ายังมีความขัดแย้งสูงการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่า การที่นายกฯพูดว่าจะมีเลือกตั้งในเดือนพ.ย.61 ถือเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน ซึ่งน่าจะเป็นคนละเรื่องกับความขัดแย้งหรือความไม่สงบภายในประเทศ เพราะปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาของท่านนายกฯเอง และทางรัฐบาลก็มีเครื่องมือที่สามารถจะควบคุมความไม่สงบหรือความขัดแย้งในประเทศ ได้อยู่แล้ว

ฉะนั้นเรื่องความขัดแย้งเป็นคนละเรื่องกับการจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ การที่นำมารวมกันนั้นก็ถือเป็นการบอกนัยยะของเลื่อนเลือกตั้งไปเรื่อยๆ เพราะความขัดแย้งภายในประเทศสามารถทำขึ้นมาเองได้ คำพูดของนายกฯเปรียบเสมือนคำพูดของผู้ใหญ่ พูดอะไรแล้วไม่ทำตามคำพูดมันก็จะเสื่อมศรัทธาและเป็นผลเสียกับผู้พูดมากกว่า จริงๆแล้วไม่ควรจะพูดเรื่องดังกล่าวหรือถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งก็ควรพูดตรงๆทุกคนจะได้ทำใจ เหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งนั้นมีหลายอย่าง เช่น การทำให้กฎหมายลูกไม่ผ่าน ซึ่งคงไม่ใช่อิทธิพลของพรรคการ เมืองแน่นอนเพราะเขาอยากให้มีการเลือกตั้ง และการเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นโดยพรรคการเมืองแน่แต่จะเกิดจากรัฐบาล คำพูดดังกล่าวอาจจะเป็นการส่งสัญญาณอะไรกับการเลือกตั้งสักอย่าง

จี้สอบ”บิ๊กตู่”ปมหมาบางแก้ว

วันที่ 2 ม.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีสัญจรไปประชุมที่จ.พิษณุโลกและสุโขทัยเมื่อวันที่ 25-26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างที่นายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี พิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ให้ความสนใจชมการเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วของกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงในพื้นที่ และซื้อลูกสุนัขบางแก้ว 3 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว ซื้อให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละหนึ่งตัว ซึ่งนายกฯซื้อราคาตัวละ 6,000 บาท แต่ให้เงินไป 25,000 บาท เพราะต้องการให้เป็นขวัญกำลังใจและเงินขวัญถุงแก่ผู้เพาะเลี้ยง

การกระทำดังกล่าวได้ปรากฏต่อหน้าสื่อมวลชนและสาธารณชน การให้หรือรับของขวัญซึ่งเป็นสุนัขดังกล่าวเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 103 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 5(2) ของประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2543 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ 2544 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด”

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศกำหนดไว้แล้วว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้ การกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ และพล.อ.ฉัตรชัย จึงเข้าข่ายความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้ง สมาคมจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและใช้อำนาจหน้าที่ลงโทษทั้ง 3 บิ๊กตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป โดยจะไปยื่นป.ป.ช.วันพุธที่ 3 ม.ค. เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี

สื่อทำเนียบงดตั้งฉายารัฐบาล

วันที่ 2 ม.ค. ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลชี้แจงเหตุผลงดตั้งฉายารัฐบาลปี 2560 ทั้งการตั้งฉายารัฐบาล-นายกฯ และรัฐมนตรี ประจำปี 2560 ว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการตั้งฉายาของรัฐบาล นายกฯ และรัฐมนตรีเพื่อสะท้อนการทำงานของครม.ในรอบปี การหารืออย่างรอบด้านจึงมีมติงดตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2560 นอกจากจะเป็นหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ยึดกันมา ยังมีข้อจำกัดทางข้อกฎหมายและบรรยากาศการเมืองในภาวะที่ยังไม่ปกติ หากตั้งฉายารัฐบาล นายกฯและรัฐมนตรี อาจถูกนำไปขยายความขัดแย้ง เชื่อมโยง หรือขยายผลในทางการเมือง จนตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

สำหรับหลักปฏิบัติที่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่เริ่มแรกว่าจะไม่ตั้งฉายากรณีเป็นรัฐบาลรักษาการ ภายหลังนายกฯประกาศยุบสภา หรือกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงจนรัฐบาลทำงานไม่ครบปี กรณีรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร และกรณีสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ

การงดตั้งฉายาเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง อาทิ ปี 2549-2550 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหาร, ปี 2551 รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล, ปี 2556 รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากประกาศยุบสภา, ในปี 2557 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการรัฐประหาร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน