ศาลปกครองสูงสุด กลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับคำขอ คมนาคม-รฟท. พิจารณาคดีโฮปเวลล์ใหม่ พีระพันธ์ ลั่นเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2565 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น ในคดีคำร้องที่ 394-396/2564 ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ไว้พิจารณานั้น เป็นให้รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ไว้พิจารณา

โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า จากคำพิพากษาในคดีดังกล่าวที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า บริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) จำกัด รู้ว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2541 อันเป็นวันที่ได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม เมื่อสัญญาระหว่างคู่พิพาท ไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการไว้โดยเฉพาะ การเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ จึงกระทำได้ภายในอายุความการฟ้องคดีต่อศาล

เมื่อข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนที่ศาลปกครองเปิดทำการ การนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือวันที่ 9 มี.ค. 2544 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2547 ซึ่งยื่นภายในกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา ข้อพิพาทนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาโดยชอบแล้ว

ทั้งนี้ แม้คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว จะไม่ได้ระบุถึงที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยตรง แต่เริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตามที่กำหนดในมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2545

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ฯ เกี่ยวกับการเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และโดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

ดังนั้น การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ตามแนวทางที่กำหนดโดยมติที่ประชุมใหญ่ฯ จึงเป็นกรณีที่ข้อกฎหมายที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการทำคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ จึงชอบที่จะขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ได้ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ แม้มาตรา 212 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ จะบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญข้างต้น มิได้มีผลเป็นการห้ามมิให้คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในคดีนำผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2564 มาใช้เป็นข้ออ้าง ขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีนี้ใหม่

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ไว้พิจารณา

นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารับฟังการอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีโฮปเวลล์ว่า หลังศาลให้พิจารณาคดีใหม่ กระบวนการจะกลับไปพิจารณาใหม่ ซึ่งเราโต้แย้งว่าคดีขาดอายุความ และการใช้มติที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดมาตัดสินในทางกฎหมาย เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็เห็นว่าการใช้มติที่ประชุมใหญ่ฯมาตัดสินคดีนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เราจึงนำคำตัดสินดังกล่าวมายื่นต่อศาลให้พิจารณาคดีใหม่

วันนี้(4 มี.ค.) ศาลปกครองสูงสุดก็เห็นตรงกับเรา โดยให้พิจารณาคดีใหม่ ในประเด็นข้อกฎหมายคือ คดีขาดอายุความแล้วหรือยัง ส่วนการบังคับคดีก็จะต้องงดการบังคับคดีตามที่ศาลปกครองสูงสุดสั่ง

ผมถือเป็นข่าวดี เพราะอย่างน้อยที่ต่อสู้กันมาไม่รู้กี่ปี เราก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย นี่เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ ฝ่ายการเมือง รัฐมนตรีคมนาคม และนายกฯ ที่ให้โอกาสพวกเราทำงานต่อสู้กันอย่างเต็มที่ และถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลนี้ เพราะอย่างน้อยก็ประหยัดเงินไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท” นายพีระพันธ์ กล่าว

ด้านนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องกลับมาพิจารณาคดีใหม่เริ่มที่ศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งประเด็นปัญหาในข้อเท็จจริงจบไปแล้ว เท่ากับวันนี้จะมีเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องรอว่าศาลปกครองกลางจะกำหนดนัดอย่างไร ซึ่งต้องถือเป็นโอกาสประเทศไทย เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่มีลักษณะคล้ายแบบนี้

ส่วนโอกาสที่เราจะไม่ต้องจ่ายเงินมีเยอะหรือไม่ นายนิติธร กล่าวว่า ขณะนี้คิดว่าเราทำให้เห็นชัดเจนมาโดยลำดับ ทั้งศาล ประชาชน และรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ และรมว.คมนาคมก็เต็มที่ ฉะนั้นเรื่องนี้ก็คงไม่เป็นปัญหา ถ้าตอบโดยอิงข้อกฎหมายคิดว่าเราน่าจะประสบผลสำเร็จ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน