เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่รัฐสภา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงภายหลังการประชุมว่า ภาพรวมการทำงานของคณะกรรมการ จะเหลือประมาณ 3 เดือน โดยจะสิ้นสุดลงในเดือน เม.ย.นี้ การทำงานส่วนใหญ่มีความคืบหน้าตามลำดับและคิดว่างานทุกอย่างน่าจะเสร็จทันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด สำหรับประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างเรื่องการปฏิรูประบบงานสืบสวนสอบสวนยอมรับว่ามีความซับซ้อน ที่สำคัญจะต้องให้สอดคล้องกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในภาพใหญ่ที่มีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมด้วย ซึ่งคณะนี้จะดูการปฏิรูปในภาพใหญ่ซึ่งรวมไปถึงระบบการสืบสวนสอบสวน

ดังนั้นในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะเน้นสร้างการถ่วงดุลการสืบสวนสอบสวนภายในของตำรวจด้วยกันเองเป็นหลัก เช่น การวางตัวของผู้บังคับบัญชาว่าควรจะต้องมีความเหมาะสมอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นพนักงานสอบสวน รวมไปถึงการให้พนักงานสอบสวนสามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานในสายงานของตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งอำนาจของผู้มีอิทธิพล โดยอาจกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาควบคุมพนักงานสอบสวนต้องมาจากสายงานเดียวกัน ไม่ใช่เป็นบุคคลที่มาจากสายงานอื่น ซึ่งถ้าทำได้อย่างนี้จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถเติบโตได้ถึงระดับสูงสุดในตำแหน่ง ผบ.ตร.

“เมื่อมีการปฏิรูปแล้วส่วนตัวคิดว่าปัญหาการซื้อขายตำแหน่งน่าจะได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการปฏิรูปจะออกแบบให้คนดีเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจและไม่ให้คนไม่ดีเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจ จึงคิดว่าในภาพรวมน่าจะดีขึ้น”พล.อ.บุญสร้างกล่าว

ด้าน พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ประธานอนุกรรมการด้านการรับฟังความเห็น กล่าวว่า เบื้องต้นจะมีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ 2 ฉบับให้กับรัฐบาล ได้แก่ 1.ร่างพ.ร.บ.ตำรวจ ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและบุคลากรภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ2.ร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยจะปรับปรุงกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นระบบ เช่น การสอบสวนคดีจะต้องทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถเป็นสำคัญ รวมไปถึงการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน