‘ไอติม’ จี้ลดขนาดกองทัพ นายพลล้น-นายทหารเฟ้อ ท้าเปิดให้ตรวจสอบ “งบลับ” ทั้งรายได้สนามม้า-สนามมวย ด้าน ‘ยุทธพงศ์’ ค้านซื้อ F-35A – เรือดำน้ำ
เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 17 ส.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมรัฐสภา ได้เข้าสู่การพิจารณา มาตรา 8 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ จำนวน 84,387,885,200 บาท โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ (กมธ.) ที่ขอสงวนความเห็น อภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหม 5% การขอซื้อเครื่องบิน F-35 A ที่สังคมกำลังจับตามอง นอกจากจะเป็นการของบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการของบประมาณโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพสามารถใช้งบประมาณในแผนงานที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพได้มากเพียงพอ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนจะตั้ง 5 ข้อพิสูจน์ความจริงใจของกองทัพในการปฏิรูปตัวเอง 1.การควบคุมขนาดของกองทัพและงบบุคลากรที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับกระแสโลก จนทำให้สัดส่วนของงบบุคลากรสูงขึ้นถึง 54% ของงบทั้งหมดของกระทรวงกลาโหม จนเกิดสภาพนายพลล้น พลทหารเฟ้อ
2.การตัดสิทธิพิเศษของนายทหารไม่ให้อยู่เหนือพลเรือน จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่งบประมาณที่จัดสรรให้ข้าราชการแทนที่รถประจำตำแหน่ง หรือที่เรียกว่าค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งเลยกระจุกอยู่ที่กระทรวงกลาโหมเพียงกระทรวงเดียวถึง 70% ซึ่งยังไม่นับรวมงบสำหรับรถควบคุมสั่งการ
3.การโอนถ่ายภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจทหารไปให้หน่วยงานอื่นที่เชี่ยวชาญกว่า แต่ปัจจุบันกองทัพทำโครงการที่เกินเลยความเชี่ยวชาญหรือพันธกิจของกองทัพ เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชน ที่ใช้งบประมาณ 3,160 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่โครงการน้ำ โครงการทำถนน และโครงการเกี่ยวกับการประมง
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 4.การวางหลักประกันในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ตกถึงคนไทยผ่านนโยบายออฟเซ็ต ผ่านการตั้งเงื่อนไขสัญญานำเข้ายุทโธปกรณ์ เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การโอนถ่ายเทคโนโลยี และการสร้างงานในประเทศ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และ 5.การเปิดตนเองให้ประชาชนตรวจสอบ เพราะกองทัพมีงบลับถึง 2 ชั้น คือ งบลับตามระเบียบราชการ และงบลับกว่าหรือธุรกิจกองทัพ ที่เราไม่รู้ทั้งปริมาณ และไม่รู้รายละเอียด เช่น สนามกอล์ฟ และสนามมวย หากกองทัพสามารถพิสูจน์ว่าจะปฏิรูปตนเองได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกอบกู้ความไว้วางใจจากสภา และประชาชนที่กำลังหดหายไป
ขณะที่ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ. อภิปรายว่าขอปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10% จากงบประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท ตามแผนงานพื้นฐานของหน่วยงานในกำกับกระทรวงกลาโหม ซึ่งในส่วนงบประมาณกองทัพเรือ ตนไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งมีราคาแพงมหาศาล ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่กองทัพอากาศตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องบินรบ F-35 A ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด มีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม แต่ก็มีราคาสูงมาก
“ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนี้ 10 ล้านล้านบาท แต่กองทัพอากาศจะไปซื้อเครื่องบินใหม่ วันนี้งบประมาณปี 2566 จำนวน 3.185 ล้านล้านบาท แทนที่จะเอามาช่วยเหลือประชาชนกลับจะเอาไปซื้อเครื่องบิน และเรือดำน้ำ ผมเห็นว่าเป็นการตั้งงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ควรนำงบประมาณไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก่อน จึงจำเป็นต้องขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้” นายยุทธพงศ์ กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหม 15% เนื่องจากมีการแยกงบบุคลากรออกต่างหาก และโดยปกติการใช้งบของกระทรวงกลาโหมจะไปอยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นหรืองบลับ ซึ่งหน่วยงานที่นิยมใช้หมวดรายจ่ายอื่นคือกองทัพ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งในส่วนของงบผูกพันข้ามปียังสูงถึง 33% ซึ่งเห็นว่ากองทัพยังไม่มีความพร้อมเรื่องการจัดซื้ออาวุธ อีกทั้งไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงควรชะลอเพื่อนำงบประมาณไปช่วยเหลือคุณภาพชีวิตของประชาชนก่อน