พิชัย ฉะ ประยุทธ์ ทิ้งมรดกที่เหมือนเป็นตราบาปให้คนไทย 8 เรื่อง แนะสำนึกได้แล้ว อย่ามัวเข้าใจผิด ยิ่งอยู่นาน ประเทศยิ่งเสื่อมถอย

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2565 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรค ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตามที่กระแสความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตกต่ำอย่างสุดขีด แทนที่พล.อ.ประยุทธ์ จะรู้ตัวและแก้ไข กลับส่งคนออกมาโต้ ล่าสุด ขนาดให้คนของตัวเองออกมาอวยว่าทำได้ดี ทิ้งมรดกความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ ซึ่งต่างกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น จึงอยากให้ข้อมูลความจริงที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ทิ้งมรดกที่เหมือนกับตราบาปของคนไทยไว้ 8 เรื่องดังนี้

1.ช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ ไทยพัฒนาน้อยที่สุด จากตัวเลขการเจริญเติบโตที่ต่ำมาตลอด ไทยได้ฉายาเป็นคนป่วยของเอเชีย ถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงทุกด้าน เป็นมรดกความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

2.เป็นช่วงที่ประเทศก่อหนี้มากสุดแต่ไม่พัฒนา มีหนี้สาธารณะทะลุ 10 ล้านล้าน กู้เงินมากที่สุด แต่ เศรษฐกิจขยายต่ำสุด ลูกหลานต้องมาใช้หนี้กว่า 5 ล้านล้านบาท หรือกว่า 50 ปีกว่าจะใช้หนี้หมด และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงสุดด้วย ประชาชนก็มีหนี้ครัวเรือนสูงสุดประมาณ 15 ล้านล้านบาท หนี้เสียและหนี้นอกระบบสูงที่สุดด้วย เป็นมรดกหนี้ล้นทะลัก

3.ค่าครองชีพแพงสุด ทั้งราคาสินค้าและบริการ น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้าแพงที่สุด เงินเฟ้อมากสุด แต่รายได้ของคนไทยไม่เพิ่มแถมลดลง เป็นมรดกสินค้าแพง

4.ความสามารถแข่งขันของไทยที่ลดลง โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมถอย การพัฒนาด้านต่างๆล้าหลัง จัดอันดับโดยองค์กรระหว่างประเทศ เป็นมรดกความเสื่อมถอย

5.อุตสาหกรรมที่เริ่มล้าสมัย ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศขาดความมั่นใจและความเชื่อถือ ไปลงทุนประเทศอื่นกันหมด เป็นมรดกที่คนรุ่นหลังต้องจำใจรับต่อมา

6.คนจนพุ่ง คนตกงานเพิ่ม คนฆ่าตัวตายมากที่สุด มีทหารและตำรวจกราดยิงประชาชน

7.การทุจริตคอร์รัปชั่น ตามดัชนีวัดขององค์กรสากล การส่งเสริมการผูกขาด การเอื้อประโยชน์แก่เจ้าสัว ทำให้คนรุ่นต่อไปพัฒนาและก้าวขึ้นมาต่อยาก

8.การปิดกั้นความคิดเห็น การปิดปากห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การจับคนเห็นต่าง การปรับทัศนคติของคนจำนวนมาก ซึ่งตนก็โดนมาเอง เป็นมรดกการกดขี่ของประเทศไทย

“นี่เป็น 8 มรดกของพล.อ.ประยุทธ์ซึ่งเป็นเหมือนตราบาป ยิ่งอยู่นานประเทศไทยยิ่งเสื่อมถอย การที่เข้าใจไปเองว่าเป็นมรดกความเจริญรุ่งเรือง น่าจะเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง ควรต้องละอายใจและสำนึกได้แล้ว” นายพิชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน