‘อนุทิน-ศักดิ์สยาม’ เคาะงบพัฒนาคมนาคม-โลจิสติกส์ ปี 2567 จำนวน 108 โครงการ วงเงิน 244,505 ล้านบาท
วันที่ 23 ม.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 คณะที่ 3.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองประธานกรรมการฯ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้แทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม
นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งได้มีการพิจารณากลั่นกรองตามแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดทำงบประมาณ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของ 7 กระทรวง 26 หน่วยงาน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างคำของบประมาณบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 108 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 244,505 ล้านบาท
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เป้าหมายที่ 1 จำนวน 11 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (สปค.) กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) การการขนส่งทางราง (ขร.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งประกอบด้วย 88 โครงการ วงเงิน 243,660 ล้านบาท คิดเป็น 99.65%
โดยมีโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา โครงการทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1065 สาย อ.พรานกระต่าย-พิษณุโลก โครงการพัฒนาทางและสะพานโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จังหวัดเชียงราย โครงการปรับปรุงท่าอากาศยาน 16 แห่ง และโครงการทางหลวงพิเศษฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เป้าหมายที่ 2 จำนวน 15 หน่วยงาน ได้แก่ จท. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 20 โครงการ วงเงิน 845 ล้านบาทคิดเป็น 0.35%
โดยมีโครงการที่สำคัญ อาทิ โครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โครงการพัฒนามาตรฐานการวัดแห่งชาติ เพื่อการสอบกลับได้ในการวัดสำหรับการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย และโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ทางทะเลด้วยข้อมูลจากดาวเทียม เป็นต้น
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ มีข้อสั่งการและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 1.การพิจารณาโครงการของทุกหน่วยงาน จะต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เมื่อได้รับการอนุมัติงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ต้องพร้อมดำเนินการทันที 2.ควรมีการประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมทั้งผลการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อเป็นตัวชี้วัดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานผู้ปฏิบัติ
3.การจัดทำงบประมาณขอให้หน่วยงานพิจารณาความคุ้มค่านอกเหนือจากการคุ้มทุนของการลงทุน โดยให้คำนึงถึงความคุ้มทุนของผู้ประกอบการในการขนส่ง และต้นทุนของการดำรงชีวิตของประชาชน ตลอดจนการสร้างรายได้กลับคืนมาสู่ประเทศในรูปแบบของ ภาษีของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และการสร้างแรงงาน
อาทิ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง) ที่สามารถทำให้เกิดความขยายตัวของการขนส่งสินค้าเชื่อมต่ออาเซียน โดยใช้เงินลงทุนของรัฐลดลง สามารถใช้วิธีการร่วมมือร่วมทุนกับภาคเอกชนได้ เพราะนอกจากเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นการสร้างอุตสาหกรรมหลังท่าเพิ่มเติมภายในประเทศอีกด้วย
ด้าน นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำสรุปข้อเสนอการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ นำเสนอนายอนุทินพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจัดส่งให้สำนักงบประมาณภายในวันที่ 27 ม.ค.นี้ ตามขั้นตอนต่อไป