ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง “ดำรงค์ พิเดช” กับพวก ถูกกล่าวหาจัดตั้งการฝึกอบรมโดยมิชอบ เปิดช่องให้ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมชุมนุมที่หน้ารัฐสภา
เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2566 ที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชัน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อท. 129/2565 ที่อัยการสูงสุดโจทก์ ยื่นฟ้อง นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
กรณีที่มีกล่าวหาพฤติการณ์ว่า มีการอนุมัติโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยมิชอบ และนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการชุมนุมทางการเมือง เพื่อเจตนาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมชุมนุมที่สวนสัตว์ดุสิต และที่หน้ารัฐสภา โดยนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ โจทก์ จำเลยทั้งสาม และทนายจำเลยทั้งสาม มาศาล
คำพิพากษาสรุปว่า ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้ดุลพินิจพิจารณาสั่งการให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จัดทำโครงการฝึกอบรมจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จำนวน 2,500 คน และอนุมัติให้จัดทำโครงการดังกล่าวตามข้อเท็จจริง และอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2547 เพื่อประโยชน์ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ
แม้สื่อสารมวลชนเสนอข่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้ารับการอบรมตามโครงการฝึกอบรมจริยธรรม ที่วัดพระธรรมกาย ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สวนสัตว์ดุสิตและที่หน้ารัฐสภา แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีมีผู้ร้องเรียนจำเลยที่ 1 อนุมัติโครงการดังกล่าวแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
หรือปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนโดยไม่เป็นธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงให้ยุติเรื่อง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจสอบการเงินที่ 11 ตรวจสอบการใช้งบประมาณตามโครงการดังกล่าวแล้ว ไม่พบข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจหรือผิดกฎหมาย
ประกอบกับในการไต่สวนโจทก์ ไม่มีพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใด ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันสั่งการ หรือมีส่วนร่วมรู้เห็นให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมจริยธรรมที่วัดพระธรรมกาย เดินทางเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองบริเวณหน้ารัฐสภา แต่ได้ความว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ แต่งตั้ง รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้ารับการอบรมตามโครงการฝึกอบรมจริยธรรมที่วัดธรรมกาย ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สวนสัตว์ดุสิต และที่หน้ารัฐสภา ตามที่มีการเสนอข่าวทางสื่อสารมวลชน
ดังนั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 อนุมัติโครงการฝึกอบรมจริยธรรมดังกล่าว โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลเพื่อสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ เดินทางเข้ามาร่วมการชุมนุมทางการเมือง เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง
สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ร่วมกันเสนอขออนุมัติโครงการฝึกอบรมจริยธรรมดังกล่าว และอนุมัติงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการดังกล่าว ตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจัดโครงการฝึกอบรมตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง