พิชัย ติงเศรษฐกิจไทยปลายปี 65 ขยายแค่ 1.4% ต่ำที่สุด ชี้ส่งออกติดลบ เงินเฟ้อยังสูง รายได้ต่อหัวลดลง แนะไม่เปลี่ยนการบริหาร ไทยจะยิ่งทรุดหนัก ต้องปรับนโยบาย

วันที่ 21 ก.พ.2566 ที่พรรคเพื่อไทย นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวในงานเสวนา “คำถามที่ประยุทธ์ตอบไม่ได้ ทำไมถึงอยากไปต่อ” ว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 ซึ่งได้เปิดเผยปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลที่สร้างขึ้นตลอด 8 ปี แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบไม่ตรงกับที่ฝ่ายค้านอภิปราย ทั้งเรื่อง การทุจริตที่กระจาย เรื่องทุนจีนสีเทา รวมถึงความพัวพันในธุรกิจของเครือญาติพล.อ.ประยุทธ์กับทุนจีนสีเทานี้ พฤติกรรมของตำรวจภายใต้การกำกับดูแล และความล้มเหลวในการบริหารประเทศในทุกด้าน

โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับเองว่าไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ ล่าสุด สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 ขยายตัวได้เพียง 1.4% ถือว่าต่ำมาก ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2565 ทั้งปี ขยายได้เพียง 2.6% ต่ำกว่าที่คาดประมาณอย่างมาก สาเหตุหลักน่าจะมาจากการส่งออกที่ติดลบถึง 10.5% ในไตรมาสที่ 4 ทั้งที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้เตือนไว้แล้ว

สภาพัฒน์ ยังเตือนว่าการส่งออกในปี 2566 นี้จะติดลบ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และสภาพัฒน์ยังลดการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้เหลือเพียง 3.2% หรืออาจต่ำกว่านึ้ก็เป็นได้ อีกทั้งคนไทยยังมีรายได้ต่อหัวต่อคนลดลงในรูปดอลล่าร์ โดยตลอด 8 ปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์มาตลอด และ ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาก ดังนั้น ที่อ้างว่าเศรษฐกิจดีจนมีคนชมเชยนั้นจึงไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าเศรษฐกิจไทยปี 65 ที่ขยายได้เพียง 2.6% ต่ำกว่าประเทศในอาเซียนมาก โดยเศรษฐกิจมาเลเซียที่เป็นประเทศรายได้สูงแล้วยังขยายได้ถึง 8.7% เวียดนามขยายได้ 8.0% ฟิลิปปินส์ 7.8% อินโดนิเซีย 5.3% แม้กระทั่งสิงคโปร์ยังขยายได้ 3.8% เท่ากับไทยขยายตัวได้ต่ำที่สุด และเป็นแบบนี้มาตลอด 8 ปี ไม่ใช่เพียงปีนี้

ทั้งนี้ 5 ปัจจัยเสี่ยงที่พรรคเพื่อไทย เตือนเริ่มเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดโดยเฉพาะหนึ้เสียในภาคธนาคาร เศรษฐกิจโลกที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาดอกเบี้ยขาขึ้นที่เพิ่มภาระประชาชนทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอึดจากเดือนมกราคมที่ยังพุ่งต่ออีก 5.02% หลังปีที่แล้วเงินเฟ้อพุ่งไป 6.08% และ ปัญหาราคาพลังงานที่ราคาในตลาดโลกลดแล้ว แต่ไทยกลับไม่ยอมลด แถมก๊าซหุงต้มยังจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสร้างความลำบากอย่างมาก

ปัญหาเหล่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบไม่ได้ แต่ทำไมจึงอยากจะไปต่อ หากปล่อยให้รัฐบาลนี้บริหารต่อไป เศรษฐกิจไทยจะทรุดลงไปอีก จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนการบริหารและต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งหมดเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งเรื่องราคาพลังงานที่จะต้องลดลง การสร้างรายได้ใหม่ การลงทุนและสร้างธุรกิจ สมัยใหม่ เป็นต้น การปรับเปลี่ยนประเทศในหลายๆด้านไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ก้าวหน้าทันประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะสายเกินไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน