สภาฯ ถก กม.อุ้มหายฯ ฝ่ายค้าน-รัฐบาล เห็นตรงกัน ชะลอ 4 มาตรา กระทบเสรีภาพประชาชน ชี้ จำเป็นต้องออกพ.ร.ก. ผบ.ตร. แจง จนท.ไม่พร้อมทำงาน-ระเบียบกลางไม่เสร็จ
เมื่อเวลา 10.13 น. วันที่ 28 ก.พ. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 พ.ศ.2566 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ
โดนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เมื่อการทำงานเกิดข้อขัดข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ได้คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา หากปล่อยให้ดำเนินการด้วยความไม่พร้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน และสาธารณะโดยตรง ทั้งการบันทึกพยานระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ จนอาจทำให้เกิดการโต้แย้งในชั้นดำเนินคดี ส่งผลให้การจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย การบังคับใช้ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นผลร้ายแรงต่อสังคม อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี ทั้งทางอาญา และทางวินัย
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ดังนั้น จึงถือว่ามีความเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ต้องออกพ.ร.ก.แก้ไขพ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพื่อเป็นชะลอการใช้มาตรา 22-25 เป็นการชั่วคราว ให้หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ส่วนมาตราอื่นๆ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2566 พบหากเจ้าหน้าที่กระทำผิด จะต้องถูกดำเนินคดี และลงโทษตามกฎหมาย การขอชะลอบางมาตรา ไม่ได้ทำให้เกิดการงดเว้นการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ร่างพ.ร.ก.นี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ และเป็นเรื่องระดับชาติ การชะลอการบังคับใช้ มาตรา 22-25 ไปให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2566 หรือช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ทั้งที่มาตราเหล่านี้ มีความสำคัญเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกจับกุมตัว ที่ต้องมีหลักฐานบันทึกทั้งภาพ และเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จับกุมและควบคุมตัว เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
“ตำรวจเป็นองค์กรที่น่าเห็นใจที่สุด เพราะผู้บริหารสูงสุด หรือประธาน ก.ตร. กำลังทำให้วงการสีกากีถูกเปลี่ยนให้เป็นสีเทา พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.นี้ โดยจะลงมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก.นี้ แต่ถ้ามีการพลิกเกม ก็ต้องปฏิบัติตามที่ออกไป เราจึงต้องเตรียมการยับยั้งกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งช่องทางเดียวที่เราทำได้ และเข้าทางท่าน คือเราต้องแลกด้วยการใช้ช่องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนญวินิจฉัย ว่าพ.ร.ก.นี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาพิจารณาประมาณ 60 วัน” นพ.ชลน่าน กล่าว
ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ชี้แจงถึงสาเหตุ และความเป็นมาของพ.ร.ก.ฉบับนี้ ว่า แม้จะจัดซื้อกล้องมาตั้งแต่ปี 2562-2565 รวมแสนกว่าตัวก็ยังมีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงยังมีปัญหาในข้อปฏิบัติต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ระเบียบกลางของกฎหมายนี้ ก็ยังทำไม่แล้วเสร็จ เพราะมีการโต้แย้งกันระหว่างหน่วย จนอาจส่งผลต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม เพราะยังมีความเห็นไม่ลงตัวในหลายประเด็น และยังไม่มีการซักซ้อมการจับกุมของผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ระบบการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ทั้งภาพ และเสียง ตลอดการทำงาน 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วันของตำรวจ ต้องมีความพร้อมทั้งระบบ และพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล ซึ่งต้องจัดเก็บจนกว่าคดีจะสิ้นสุด แม้หน่วยงานของรัฐหลายหน่วย จะแจ้งว่าพร้อมปฏิบัติตาม แต่ในทางปฏิบัติจริงยังมีความไม่พร้อม เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีอำนาจจับกุม และควบคุมตัว ก็มีความไม่พร้อมเหมือน ตร.
ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ส่วนการใช้มือถือบันทึกภาพไม่ได้นั้น เพราะการทำงานของตำรวจทุกรูปแบบต้องใช้สองมือทำงาน เช่น การใส่กุญแจมือ ลองคิดสภาพว่าถ้าต้องมือถืออัดเทประหว่างทำงาน ก็จะไม่สะดวก ยิ่งหากมีสายเข้ามา ก็อาจทำให้ผลการบันทึกภาพไม่ต่อเนื่อง และมือถือแต่ละเครื่องก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทาง สตช. จึงแจ้งไปยังนายกฯ และนำมาสู่การออกพ.ร.ก.ฉบับนี้ ที่เป็นการเลื่อนการบังคับใช้เพียง 4 มาตรา คือ มาตรา 22-25 ซึ่งไม่กระทบกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามที่กังวลกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.ที่ขึ้นมาอภิปรายฯ ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ต่างอภิปรายไม่เห็นด้วยกับพ.ร.ก.ฉบับนี้ เพราะเห็นว่าการชะลอการใช้ มาตรา 22-25 ออกไป จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งการออกพ.ร.ก.นี้ของรัฐบาล อาจไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน และข้ออ้างเรื่องความไม่พร้อมด้านอุปกรณ์ และงบประมาณ ถือว่าฟังไม่ขึ้น โดยย้ำว่าความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม คือความไม่ยุติธรรม
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านมีมติคว่ำกฎหมายนี้ เพื่อให้การพิจารณาพ.ร.ก.นี้จบที่สภาฯ ไม่ต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถือเป็นการยื้อเวลาการบังคับใช้กฎหมายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งที่กฎหมายนี้ผ่านสภาฯ เมื่อเดือนส.ค. 2565 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในเดือนต.ค. 2565 กำหนดให้เวลา 120 วันในการเตรียมตัว แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใช้เวลาถึง 81 วัน ในการยื่นขอรับสนับสนุนงบประมาณ กว่าเรื่องจะไปถึงครม. คือวันที่ 10 ก.พ. 2566 เหลือเวลาก่อนกฎหมายบังคับใช้เพียง 12 วัน
โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สอบถามประธาน ว่า ตนทราบว่า ขณะนี้ได้มีส.ส.เข้าชื่อ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากสมาชิกที่อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.ก.นี้ แต่ไปลงชื่อ หมายความว่ามีเจตนาให้ชะลอการบังคับใช้ มาตรา 22-25 หรือไม่ หากระหว่างนี้เกิดการอุ้มหาย ผู้ที่ลงชื่อต้องรับผิดชอบด้วย
ทำให้นายศุภชัย ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ชี้แจงว่า ตนยังไม่ได้รับข้อมูลว่ามีการลงชื่อเพื่อให้ประธานสภาฯ ยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้สมาชิกอภิปรายต่อไป