เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดเสวนา “เวทีพลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ” แลกเปลี่ยนความเปลี่ยนความคิดเห็นของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.และตัวแทนชุมชนเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย พปชร. ภายใต้หัวข้อ “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. . กทม. พปชร. นักวิชาการ และตัวแทนชุมชน ประกอบด้วย นางสาวชญาภา ปรีฎาพากย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางคอแหลม ยานนาวา นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตวัฒนา นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตราชบูรณะ นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตพัฒนาการ อ.สุนีย์ ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และนายศุ บุญเยี่ยม เลขาชุมชนเชื้อเพลิง 2 ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนำเสนอมุมมองและแนวทางการแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่าเวทีครั้งนี้เป็นการนำเสนอประเด็นปัญหาเรื่องของที่อยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่พรรคมีความเข้าใจปัญหาเมืองในทุกมิติ จากการเข้าถึงข้อมูล ด้วยการศึกษาวิจัย และสามารถทำได้ จริงทั้งด้านการเงิน และให้อยู่ได้ภายใต้กรอบของ กฎหมาย ผ่านว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 33 เขตที่ได้ลงพื้นที่มาอย่างยาวนาน เพื่อรวบรวมข้อมูล และสะท้อนปัญหาที่แท้จริงของประชาชน สู่นโยบายของกทม. ให้สอดรับกับนโยบายกลางของพรรคในนโยบาย “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน” ทั้งนี้ พปชร. จะมีการจัดเสวนา “เวทีพลังกรุงเทพ พลังประชารัฐ” ประเด็นอื่นเพิ่มเติมในทุกๆ สัปดาห์ และเวทีต่อไปวันที่ 16 มีนาคม 2566 จะเป็นประเด็นทางด้านมิติสังคม ที่เรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นจะร่วมกันหาทางออกเพื่อก้าวข้ามความขัดแย่งในทุกมิติ ตามสโลแกนของพรรค “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่”
นอกจากนั้น นางนฤมล กล่าวถึงการเปิดปราศรัยใหญ่ในกทม. ของพรรคพปชร. ในวันที่ 18 มี.ค. เวลา 17.00น. ที่ลานคนเมืองกทม.ว่า ในวันดังกล่าวนอกจากจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 33 เขต พรรคจะนำเสนอนโยบายสำหรับคนกทม. ที่เน้นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง โดยจะมีทีมเศรษฐกิจของพรรค นำโดยนายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีแนะนำนโยบาย
นอกจากเวทีใหญ่ในกทม.ในวันดังกล่าวแล้ว พรรคจะจัดเวทีย่อยในกทม. ทั้งในกทม.ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อที่จะนำเสนอนโยบายของพื้นที่ในเขตนั้นๆ สำหรับความคืบหน้าการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนั้นขณะนี้ได้ตัวครบเกือบหมดแล้ว มีเพียงบางพื้นที่ที่ทาง กกต.แบ่งเขตใหม่ คือลด 4จังหวัด และเพิ่ม 4 จังหวัด รวมถึงในกทม.

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคตั้งเป้ารักษาฐานส.ส.กทม.เท่าไหร่ หลังจากรอบที่แล้วได้ ส.ส.มา 12 คน นางนฤมล กล่าวว่า จะพยายามทำให้ได้มากกว่าเดิม เพราะเชื่อมั่นว่าผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรคมีของดีอยู่ในตัว
เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ตั้งเป้าอยากได้ส.ส.กทม.มากกว่าเดิม นางนฤมล กล่าวว่า อยากได้ที่นั่ง ส.ส.กทม. 12 + ขึ้นไป
เมื่อถามถึงกระแสข่าวของ “กลุ่มสามมิตร” คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่จะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทยนั้น นางนฤมล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เรื่องนี้สื่อคงต้องไปถามนายสุริยะและนายสมศักดิ์เอง

ด้านนางสาวชญาภา ปรีฎาพากย์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. .เขตบางคอแหลม ยานนาวา กล่าวว่า ภายหลังจากการได้ลงพื้นที่เป็นระยะเวลาหลายเดือน พบปัญหาเรื่องประชาชนไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นปัญหาที่มีความเรื้อรัง ทำให้ประชาชนขาดความั่นคงในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ หรือด้านคุณภาพชีวิต ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 33 เขตของ พปชร. จึงร่วมกันระดมความคิดและได้บทสรุปว่า ทุกครอบครัวต้องมีกรรมสิทธิ์บ้านเป็นของตนเองเพื่อส่งต่อความมั่นคงให้แก่ลูกหลานของตนเอง
“พรรคพลังประชารัฐได้ให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างมาก หากประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โอกาสด้านต่างๆ จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา คุณภาพชีวิตต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และได้สังคมที่ดีขึ้นตามมา”
นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตวัฒนา กล่าวต่อว่าจาการสำรวจพื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชน พบว่าประชาชนในเขตวัฒนาหลายแห่ง มีปัญหาถูกไล่รื้อบ้านจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเช่นกัน ซึ่งหลังจากที่ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.มีมติกันแล้วว่าจะผลักดันโครงการบ้านประชารัฐ 360 องศา คณะทำงานจึงได้สำรวจพื้นที่ว่ามีพื้นที่ใดเหมาะสมกับการดำเนินโครงการฯ และพบว่าพื้นที่ริมคลอง และ ริมทางรถไฟ มีศักยภาพที่จะนำโมเดลบ้านประชารัฐมาต่อยอดได้
“การออกแบบบ้านโครงการบ้านประชารัฐ 360 องศา เรายึดหลักระดมสมองจากทุกภาคส่วน และออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและบริบทของชุมชน แบบยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ คำนึงถึงทุกคนในสังคม ทั้งเด็ก และผู้สูงอายุอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม พร้อมไปกับการส่งเสริมการอัพเกรดให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เราเชื่อว่าถ้าบ้านดี สังคมจะดีตามมา”
ส่วนนายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตราชบูรณะ กล่าวเสริมว่า เรื่องที่อยู่อาศัยมีหลายมิติ สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องมีพื้นที่สันทนาการ สิ่งแวดล้อม และ สาธารณูปโภค โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติมเป็นแหล่งรายได้ให้แก่คนในชุมชน ผ่านการเผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของ กทม.
“เรามองว่าในส่วนของบ้านประชารัฐ คือ แผนระยะสั้น ส่วนแผนระยะยาวเราอยากปฏิรูปที่ดิน จัดสรรใหม่ โดยนำที่ดินธนารักษ์มาช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ทำกิน สำหรับบ้านประชารัฐอาจมีการปฏิรูปใหม่โดยสร้างเป็นตึกและต้องตอบโจทย์การทำกิน มีที่จอดรถซึ่งเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ทำมาหากิน นอกจากนี้เราจะทำที่พักผ่อนหย่อนใจพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้กลายเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้าน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ทำคนในสังคมเมืองใช้ร่วมกัน โดยมองว่าปัจจุบันนี้มีกฎหมายการลงทุนของรัฐกับเอกชนแล้ว เราสามารถเอาที่ดินของรัฐมาปฏิรูปให้เอกชนมาลงทุนแล้วจัดพื้นที่ทำกิน จัดให้เป็นพื้นที่กิจกรรมงานศิลปะเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาเกิดการค้าขายให้เงินไหลเวียน โดยจะต้องหา 1 พื้นที่ 1 เขต จะผลักดันให้โมเดลนี้เกิดขึ้นกระจายทุกเขต เพื่อเป็นต้นทุนชีวิตให้เราทุกคน”
สำหรับนายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตพัฒนาการ ระบุว่า เรื่องที่อยู่อาศัยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 15 ฉบับ ทำให้หลายครั้งนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยเกิดการติดขัด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะทำหากได้รับเลือกเข้าไปในสภา คือ เราจะรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วไปผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหา ทั้งกลุ่มที่มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้วแต่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม และ กลุ่มที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งจะมีการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยทุกกลุ่มอาชีพ
“เราตั้งใจว่าจะผลักดันงบอุดหนุนผ่านกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยของกทม. โดยจากเดิมที่กทม.ได้งบประมาณเพียง 1 หมื่นล้านบาท ก็จะอุดหนุนเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท พร้อมกับนำที่ดินธนารักษ์ที่คาดว่ามีอยู่ในกทม.ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ มาพัฒนาเพื่อให้คนเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และวันนี้พลังประชารัฐก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่ว่า ผู้ว่าฯกทม.จะเป็นใคร เราสามารถทำงานโดยก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างแน่นอน”
ในส่วนของ อ.สุนีย์ ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต มาร่วมให้ความคิดเห็นในเวทีนี้ด้วย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาคนไม่มีที่ทำกิน ส่วนมากเกี่ยวข้องกับที่ของรัฐ และ ปัญหาก็คือกฎหมายการไล่รื้อจับ มองว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องเร่งสำรวจภาพรวมว่าใครอยู่ในสถานการณ์อะไร ข้อมูลต้องชัด การวางแผนพื้นที่ทั้งหมดว่าสถานการณ์ ออกแบบการแก้ปัญหาให้นึกถึงระยะยาว ไม่ใช่แค่มีบ้าน จำเป็นต้องมีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็กคุณภาพใกล้ชิดชุมชน เป็นต้น
ท้ายสุด ศ.ดร.นฤมล กล่าวสรุปว่า มากกว่าความเป็นไปได้ทางการเงินและทางกฎหมาย ความตั้งใจจริงของพรรคพลังประชารัฐ คือ อยากให้ทุกคนใน กทม.มีบ้านของตนเอง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้คนใน กทม. มีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้พรรคพลังประชารัฐจะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. ในวันที่ 18 มีนาคม นี้ ที่จะมีการปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์นโยบายด้านต่างๆ ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่รหว่างการประสานงานขอใช้พื้นที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร