อนุทิน ซัด คนไม่เกี่ยวการเมือง จุ้นจนวุ่นวาย สร้างความแตกแยกไม่จบสิ้น เหน็บบางพรรค ทำงานเหมือนบริษัท สั่งซ้ายหันขวาหัน ฉะ พวกจับขั้วก่อน ถามประชาชนหรือยัง
เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 8 พ.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ว่า ตนไม่ได้สนใจเรื่องนอกพรรค ตอนนี้ลงพื้นที่อย่างเดียว ไม่ได้ติดตามข่าวอื่น ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ลูกพรรคไม่ได้ติดต่อเรื่องใดๆ มาที่ตนว่าพรรคภูมิใจไทยได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร วันนี้คงไม่คิดเรื่องอย่างนี้แล้ว เพราะต้องคิดอย่างเดียวว่า จะต้องทำให้ประชาชนมั่นใจและเลือกเข้ามา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ภูมิใจไทยมีหมัดเด็ดในการหาเสียงอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เรานำเสนอนโยบาย ที่มั่นใจว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน และพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นการเป็นพรรคการเมือง ที่ไม่เน้นความแตกแยก ไม่แบ่งฝ่าย ตั้งใจทำงาน เพื่อเอาประเทศไทยออกจากประเทศที่ไม่มีความสามัคคีของคนในชาติให้เร็วที่สุดให้ได้
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวแบ่งแยกและมีขั้วเก่าขั้วใหม่เกิดขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า กระแสมันมีคนสร้างขึ้นมา ตนคิดว่าประชาชนแยกแยะออกว่า ไปเชื่อในข้อมูลใดแล้ว เขาได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ ตอนนี้มันเหมือนไม่ใช่เรื่องของการเมือง คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเยอะแยะไปหมด ไม่รู้เข้ามาทำไม เพราะมันเป็นเรื่องของการเมือง เป็นเรื่องของนักการเมือง เป็นเรื่องของผู้สมัคร ก็ควรที่จะต้องจำกัดวงผู้เล่นให้มากที่สุด
“ผู้สมัครแต่ละคนผ่านคุณสมบัติเข้ามาแล้ว ซึ่งตรวจคุณสมบัติโดย กกต. ฉะนั้นถือว่าเขามีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ใช่หน้าที่ของคนที่ไม่เกี่ยวข้อง และมาเที่ยวว่ากล่าวให้ร้าย ก็จะทำให้ความแตกแยกไม่จบไม่สิ้นเสียที พรรคภูมิใจไทยถึงไม่โต้ตอบ ไม่สนใจ เพราะถ้าไปโต้ตอบหรือไปสนใจ ก็จะทำให้มีความรู้สึก จนเกิดความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น เรามั่นใจว่าทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชนแล้ว เราก็จะเดินถนนของพรรคภูมิใจไทย” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามว่า หากผลเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามกระแส จะทำให้ทิศทางของประเทศเปลี่ยนไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กระแสไหน หากเป็นกระแสของพรรคภูมิใจไทยเราก็เชื่อมั่น ตอนนี้ต่างคนต่างมีแฟนคลับของตัวเอง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เวลาตนไปปราศรัยที่ไหนได้ให้สัญญากับชาวบ้านว่า ถ้าได้กลับเข้ามาทำงานให้ประชาชนอีกก็จะดำเนินการตามนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน แม้แต่นโยบายที่ทำมาแล้ว ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไป ไม่มีการกีดกัน
“ผมคิดว่าเราทำงานการเมืองสร้างสรรค์ดีกว่า พอแล้วสำหรับการทะเลาะกัน เพราะผลสุดท้ายคนที่เสียประโยชน์ คือประชาชน นักการเมืองไม่มีใครเสียประโยชน์ การบอกว่าไม่เอาพรรคนั้นไม่เอาพรรคนี้ หรือต้องการจับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ก็ต้องถามว่าพรรคการเมืองเป็นของคนใดคนหนึ่งหรือเปล่า เข้ามาได้มามีบทบาท ก็เพราะประชาชนเลือกมา
ดังนั้น พรรคการเมืองเป็นของประชาชน จะพูดอะไรแทนประชาชนขอให้เกรงใจประชาชนบ้าง บอกว่าไม่จับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีอำนาจในการพูดเช่นนั้นหรือไม่ ถามประชาชนหรือยัง ประชาชนต้องการให้เกิดความแตกแยกอย่างนั้นหรือ” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า บางทีคนที่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทำงานภาคเอกชนมามาก คิดว่าพรรคการเมืองเป็นบริษัท สั่งซ้ายหันขวาหันได้ มันไม่ใช่ พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เป็นของสาธารณะ ทำอะไรต้องคิดถึงประชาชน และไม่มีคำว่าเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ไม่มีผู้ถือหุ้น แต่มีกรรมการบริหาร มีสมาชิกพรรค ซึ่งเสียงทุกคนเท่ากันหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองหาเสียง ด้วยประเด็นการเปลี่ยนประเทศ และไม่ต้องการให้เปลี่ยน นายอนุทิน กล่าวว่า การหาเสียงด้วยวาทกรรม ไม่นำพาประเทศไปไหน จะเปลี่ยนประเทศอย่างไร จะเปลี่ยนให้คนเคยรักกันไปเกลียดกันอย่างนั้นหรือ แล้วอย่างนี้ควรเปลี่ยนหรือไม่ เปลี่ยนของที่มีดีอยู่แล้ว ทุกคนมีความสุข ร่มเย็น รู้สึกดีที่มีสถาบันคอยดูแลประเทศนี้มาเป็น 100 ปี แล้วจะเปลี่ยนให้ไม่มี ขนาดปี 2475 ยังเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีๆ จะคิดเพียงแค่เอามันไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของบ้านเมือง