“ติ่ง มัลลิกา” ประกาศเดินหน้าปฏิรูป ปชป. แนะส่องทะลุกระจกให้เห็นอนาคต แบ่งการทำงาน 3 ข้อ รวมคนทุกรุ่น อย่างมีศิลปะ ทันโลก กอบกู้ประชาธิปัตย์
17 พ.ค. 66 – นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ระหว่างที่พรรคการเมืองผู้ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 กำลังพยายามจัดตั้งรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในสมการนี้
โดยส่วนตัวเห็นว่า นี่เป็นบททดสอบของ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ผู้จะบริหารประเทศ จะต้องผ่านให้ได้ นั้นคือทักษะการเจรจาและทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งก็ขอให้กำลังใจ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล เป็นเรื่องของผู้นำพรรคก้าวไกล ที่เขาจะได้แสดงศักยภาพนั้นให้ประชาชนได้เห็น
แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวเห็นว่า ควรให้เกียรติ ส.ส.25 คน ที่ประชาชนเลือกมา และรอดพ้นจากสถานการณ์ยุค Disruption ครั้งนี้

“ดิฉันนับถือคนที่รอดเข้ามาเป็นผู้แทนฯ จากเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงหรือปรากฏการณ์ Disruption ครั้งนี้เหลือเกิน วันนี้ถ้าเขาเทียบพรรคเราเป็นเหมือนฟิล์ม Kodak ในยุคที่กล้องฟิล์มนั้นโดดเด่น และแม้จะมีจุดเด่นหรือคงจุดเด่น คือความคมชัดและละเอียดไว้
แต่ยุคสมัยคน เขาก็ใช้กล้องดิจิทัลและกล้องมือถือมากที่สุดอยู่ดี ดิฉันไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจนล้มละลายไปเหมือนแบรนด์ Kodak ” นางมัลลิกา กล่าว
นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า ประชาธิปัตย์ต้อง Change หรือการเปลี่ยนแปลง มี Innovation นวัตกรรม มี Idealist หรือความคิดใหม่ และมี Freedom หรือเสรีภาพ ซึ่งผู้นำของแต่ละประเทศและผู้นำของโลกจะต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ เป็นหลักที่ สมเด็จธงชัย เคยให้ไว้ แต่ในทางปฏิบัติคนยึดหลักนี้ไม่ได้ทำ แล้วคนที่ทำก็ไม่ได้ยึดหลักนี้ เพราะโลกยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีกติกาใหม่ๆ ระเบียบใหม่ๆมากขึ้น
เพราะฉะนั้น ทางเลือกสำหรับการทำงานการเมืองของตน และหลายคนนับจากนี้ต่อไป คือ 1. เว้นวรรคทางการเมือง เพราะมีเรื่องอื่นที่จะต้องไปทำ หรือ 2. เดินหน้ากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์โดยระดมพลปฏิรูปพรรคเคียงข้างประชาชน
และถ้าจะเลือกทางเลือกที่ 2 ก็ต้องเริ่มใหม่ หารือคนรุ่นใหม่ที่ยังสนใจทำงานการเมืองในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ใครคิดคนนั้นลงมือทำและแบ่งหมวดการทำงาน 3 ขาในรูปแบบบุคลากรไม่ต้องทับซ้อนกันคือ 1. ที่ยืนในสภาฯให้เสรีภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำงานในสภานิติบัญญัติได้อย่างเต็มที่
2. ที่ยืนในรัฐบาล (ถ้ามี) ให้อำนาจการบริหารจัดการของฝ่ายบริหารในรัฐบาลอย่างเต็มที่ และ 3. ที่ยืนในพรรค ให้บุคลากรมีอำนาจและเสรีภาพในการบริหารจัดการและตัดสินใจเพื่อสร้างศรัทธาความนิยมและผลักดันนโยบายอย่างเต็มที่
“เราต้องพร้อมหันส่องทะลุกระจกให้เห็นอนาคตให้ได้ และขณะนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือข้อ 3 ซึ่งจะเป็นฝ่ายที่ทำงานหนักอย่างมากในสถานการณ์หลังจากนี้
เพราะจะต้องสร้างความนิยม ความศรัทธาให้เข้ากับยุคสมัย ไปกับคนรุ่นใหม่ และคนทุกกลุ่มได้อย่างมีศิลปะทันโลก และไม่อคติ ไม่นำอัตตามาเป็นตัวตั้ง ลดความยึดมั่นถือมั่น เพื่อสร้างความร่วมมือและสามัคคี และจะต้องเป็นการทำงานเป็นทีม แบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำอย่างบูรณาการที่สุด
และนี่จะเป็นทางเลือกและเป็นทางรอดของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะดำรงไว้ซึ่งหลักการแห่งความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนเป็นใหญ่ และดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ถ้าไม่ใช่ทิศทางนี้ดิฉันก็จะไม่เอาด้วย แต่ถ้าจะเดินหน้าปฏิรูปและยอมรับสิ่งที่ประชาชนให้ฉันทามติมาก็จะต้องร่วมมือร่วมใจกันใครเห็นด้วยเราจะแลกเปลี่ยนกัน” นางมัลลิกา กล่าว