เนติบริกรหมดสภาพ เทียบกรณีพิธาถูกร้องถือหุ้นไอทีวี ว่าจะเหมือนกรณีคุณหญิงพจมานกาบัตรเลือกตั้งปี 49 หันคูหาผิดด้าน มีสื่อถ่ายภาพได้ ทำให้ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ
ยังกะบริกรเมาค้าง สะดุดขาตัวเอง ปากฟาดขอบโต๊ะ ถาดอาหารสาดกระจาย น้ำต้มกุ้งลวกหัว
เลือกตั้ง 49 โมฆะ ไม่ใช่เพราะภาพถ่ายคุณหญิงคนใด กกต.ชุดนั้นเปลี่ยนวิธีใหม่ ให้หันคูหาออก ใช้มาแล้วกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ยักมีใครโวย แต่พอประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้ง “เลือกตั้งพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย” ก็ไปหาเหตุล้มเลือกตั้ง
มันคนละประเด็นกับพิธาเป็นหัวหน้าพรรครับรองผู้สมัคร ส.ส. หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ ส.ส. ต่อให้พิธาหลุด ส.ส. การรับรองผู้สมัครก็ไม่เสียไป
เนติบริกรให้สัมภาษณ์แบบจงใจคาดการณ์ในทางร้าย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจทางการเมือง ว่าพิธาจะเป็น ส.ส.ไม่ได้ เป็นนายกฯ ไม่ได้ พรรคก้าวไกลต้องเลือกซ่อมทั้งหมด ฯลฯ ทั้งที่ด้วยความรู้ทางกฎหมาย รู้อยู่แก่ใจว่าเล่นงานพิธาไม่ได้
สมมติประยุทธ์ถือหุ้นไอทีวี ชนะเลือกตั้ง เดิมพันร้อยบาทขี้หมากองเดียวก็ไม่เอา วิษณุ เครืองาม จะต้องอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
กรณีพิธาถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น ทั้งโดยเหตุผลทางกฎหมาย โดยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาเลือกตั้ง ที่วางหลักไว้ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถเล่นงานพิธาได้เลย แต่เอามาใช้ “ปั่น” สร้างความหวั่นวิตก ไม่มั่นใจ กับประชาชน 14.2 ล้านคนที่เลือกพรรคก้าวไกล 26 ล้านคนที่เลือก 8 พรรค พร้อมกับให้ความหวังพวกไดโนที่แพ้ย่อยยับแล้วปั่นต้านแก้ 112 หาว่าอเมริกาจะมาตั้งฐานทัพ จุดประเด็นรัฐบาลแห่งชาติ
กรณีหุ้นไอทีวีหากลำดับความเป็นมา ต้องตั้งคำถามว่ามีเจตนา “ชง” หรือไม่
เพราะเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 อดีต ส.ส.สอบตกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ว่า นักการเมืองที่ถือหุ้นไอทีวี ให้เตรียมตัวประชุมผู้ถือหุ้น และมอบตัวกับ กกต.ด้วย พร้อมบอกว่ามีหัวหน้าพรรคหนึ่งถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น
อีก 2 วันถัดมา วันที่ 26 เมษายน 2566 ผู้ซื้อหุ้นจากนักการเมืองคนนั้นก็ไปตั้งคำถามในที่ประชุมผู้ถือหุ้นแบบ “ถามนำ” ว่า ไอทีวียังดำเนินกิจการสื่อหรือไม่ ผู้บริหารตอบว่า “ยังดำเนินกิจการอยู่ ตามวัตถุประสงค์ของบริษัท…”
จากนั้นวันที่ 9 พฤษภา เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ก็คว้ารายงานการประชุมไปร้อง กกต.ราวกับได้ของวิเศษ
แต่แค่คำตอบของผู้บริหาร (ซึ่งตอบกว้างๆ) สามารถใช้เป็นหลักฐานว่าไอทีวียังทำสื่ออยู่หรือ
แน่ละว่า ไอทีวียังมีวัตถุประสงค์ “ทำสื่อ” อยู่ในหนังสือบริคณห์ สนธิ แต่ในข้อเท็จจริง ไอทีวีประกอบกิจการโทรทัศน์โดยอาศัยสัญญาร่วมงานกับสำนักปลัดสำนักนายกฯ ซึ่งถูกบอกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2550 ปัจจุบันอยู่ระหว่างฟ้องร้องในศาลปกครองสูงสุด เพราะอนุญาโตตุลาการให้ สปน.ชดใช้ค่าเสียหาย 2,890 ล้านบาท (แต่หากชนะก็ไม่ใช่ไอทีวีจะได้กลับมาทำสื่อ)
รายได้ของไอทีวีปัจจุบันก็มาจากการลงทุนในตราสาร ไม่มีรายรับจากการทำสื่อ
ในแง่คำวินิจฉัยของศาลเรื่องหุ้นสื่อ ต้องลำดับความว่า เมื่อครั้งเลือกตั้ง 62 ศาลฎีกาเลือกตั้งตัดสิทธิผู้สมัครหลายราย จากการถือหุ้นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ “ทำสื่อ” ไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ทั้งที่ไม่ได้ทำจริง แค่จดทะเบียนครอบจักรวาล
แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานใหม่ เมื่อยกคำร้อง 29 ส.ส.รัฐบาล 29 ส.ส.ฝ่ายค้าน ว่าจะดูแค่วัตถุประสงค์บริษัทไม่ได้ ต้องดูการประกอบกิจการจริงและงบการเงิน ตามแบบ สสช.1 และ ส.บช.3
ตอนนั้นกระทั่ง ส.ส.พลังประชารัฐถือหุ้นบริษัทโฆษณา แต่งบการเงินไม่มีรายได้ ศาลก็ยกคำร้อง (แต่คดีธนาธร ซึ่งนิตยสารเจ๊งไปแล้ว ศาลอ้างว่ามีพิรุธโอนหุ้นย้อนหลัง)
ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งปี 2566 จึงมีคำวินิจฉัยชัดเจน เช่น คดีชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ถือหุ้น AIS เพียง 200 หุ้น ศาลชี้ว่าเป็นสัดส่วนที่ น้อยมาก ไม่มีอำนาจสั่งการให้ AIS เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ให้คุณให้โทษ
ยิ่งกว่านั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ลต สสช 39/2566 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 ผู้สมัครเขต 10 อุดรธานี ถือหุ้น 50,000 บาทใน หจก. “มีเดีย” ซึ่งเคยทำวิทยุกระจายเสียง แต่ กสทช.ไม่ต่อใบอนุญาต หมดอายุตั้งแต่ 3 พ.ค.2559 ปัจจุบัน ไม่ได้ประกอบกิจการ มีรายได้จากการให้หุ้นส่วนยืมเงินเท่านั้น
กกต.จะถอนชื่อ อ้างว่าถือหุ้นสื่อ แต่ศาลชี้ชัดว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นสื่อ
คดีนี้คล้ายไอทีวีแทบทุกประเด็น แต่วิษณุไม่ยักพูด แทบจะฟันธงได้ว่า ถ้าพิธาสมัคร ส.ส.เขต แล้วโดนร้อง ฟ้องศาลฎีกาเลือกตั้งก็ชนะ
ด้วยข้อเท็จจริงและแนวคำวินิจฉัยทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลเลือกตั้งเช่นนี้ จะเอาอะไรไปตัดสิทธิพิธา ตรงข้ามเลย เมื่อได้รับ คำร้อง กกต.จะต้องรีบไต่สวนแล้วยกคำร้อง ถ้าไม่รับรองพิธา ต้องถามว่าเจตนาสุจริตหรือไม่
กรณีหุ้นพิธา เป็นเพียงการปั่นให้เกิดความหวั่นวิตก โดยอาศัยความเชื่อว่า “นิติสงคราม” ทำได้ทุกอย่าง พลิกขาวเป็นดำก็ได้ พลิกแนวคำพิพากษาก็ได้ ทำให้พวกที่แพ้เลือกตั้งย่อยยับมีความหวัง ทำให้ 250 ส.ว.มีช่องดิ้น
นิติสงครามใช้มาจนเฝือ จนหมดสภาพ ครั้งนี้ถ้าใช้อีกจะไม่เหลืออะไรอ้าง นอกจากดันทุรัง และผลจะไม่เหมือนเดิม ท่ามกลาง กระแสพิธาคือความหวัง ท่ามกลางสีส้มกวาดเรียบทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล แม้กระทั่งในค่ายทหาร
ประชาชนต้องเชื่อมั่นว่า ครั้งนี้นิติสงครามจะไม่ได้ผล อย่าเอาแต่หวั่นไหว แพ้แหงๆ ศาลตัดสินจะไปสู้อย่างไร ด้อมส้มทำใจ ฯลฯ กลายเป็นทำลายพลังกันเอง