กมธ.พัฒนาการเมือง ส.ว. ถกปม รัฐบาลแห่งชาติ “เสรี” ชี้เป็นไปได้ยาก เผย 18 ปีเสนอ 8 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เชื่อ “จเด็จ” แค่หวังดี แก้วิกฤตเลือกนายกฯ ไม่ได้
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2566 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. เป็นประธานกมธ. ได้นัดประชุมเพื่อหารือถึงข้อเสนอทางการเมือง ต่อประเด็น การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต หรือปัญหาการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามที่นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. ในฐานะรองประธานกมธ. เสนอให้ทุกพรรคที่รับเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาลทำงานร่วมกัน
โดยนายเสรี แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้รับฟังความเห็นของนายจเด็จต่อข้อเสนอดังกล่าว มองว่าเป็นการมองการณ์ไกลและไม่ใช่เจตนาร้าย แต่เป็นความหวังดี เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเลือกนายกฯ ที่อาจมีข้อขัดแย้ง ประเด็นคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. การถือหุ้นสื่อไอทีวี รวมถึงนโยบายที่มีประเด็นความมั่นคง เกี่ยวกับต่างประเทศที่ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง
นายเสรี กล่าวต่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณแผ่นดิน กระทรวงการคลังที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มาก รวมถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีผลกระทบหมวด 1, หมวด 2 ที่กระทบต่อความมั่นคงและสถาบันเบื้องสูง ซี่งอาจกลายเป็นปัญหาบ้านเมืองได้
“กมธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นเรื่องนอกรัฐธรรมนูญ และ 18 ปีที่ผ่านมา เกิดข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ 8 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม การสร้างความปรองดอง กมธ.มองว่าจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย โดยมีแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ คือ มาตรา 272 วรรคสอง ว่าด้วยการเห็นพ้องของที่ประชุมรัฐสภา 2 ใน 3 หรือ 500 เสียง ที่ร่วมเว้นบทบัญญัติใช้แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคการเมือง หรือเปิดช่องให้นายกฯ คนนอก
ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นไปได้ยาก เว้นแต่พรรคใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เห็นชอบร่วมกัน ก็จะง่ายที่เกิดนายกฯ คนนอก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสอง ซึ่งผมมองว่ากระบวนการที่ได้รับความร่วมมือร่วมใจนั้น ไม่ต่างจากรัฐบาลแห่งชาติ” นายเสรี กล่าว
นายเสรี กล่าวด้วยว่า กมธ.เห็นว่าโอกาสที่จะเสนออยู่ในช่วงสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ ตามมาตรา 272 วรรคหนึ่ง แต่การจะแก้ปัญหาได้ต้องรับความร่วมมือจากทุกพรรค ทุกฝ่าย ตามมาตรา 272 วรรคสอง นั่นคือความร่วมมือจากทุกพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศ ดังนั้นเป็นอีกทางที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและทุกคนมองข้ามไป แต่นายจเด็จมองเห็นอนาคตต้องการให้เกิดความปรองดอง สามัคคี ไม่มีอะไรแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น