พิธาขายหุ้นไอทีวีมีพิรุธ? พิธาสวนหมัด ต้องโอนหุ้นหนีเพราะไอทีวีส่อพิรุธ

คำแถลงของพิธา มีสาระสำคัญ 2 ประเด็น หนึ่งคือชี้ว่ามีความพยายามฟื้นคืนชีพ ITV ให้กลายเป็นสื่อ เพื่อนำมาใช้เล่นงานพิธา

ว่าที่นายกฯ ชี้ว่าแบบนำส่งงบการเงิน ITV ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจ “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้งที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ต่อมาปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจ “สื่อโทรทัศน์” แต่ในส่วนสินค้า/บริการระบุว่า “ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ” ครั้นปีบัญชี 2565 ซึ่งเพิ่งจะนำส่งงบการเงินเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 ก่อนเลือกตั้งเพียง 4 วัน กลับระบุว่า “สื่อโฆษณาและผลตอบแทนจากการลงทุน”

ยิ่งกว่านั้น ที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 26 เม.ย. 2566 มีผู้ตั้งคำถามว่า “ไอทีวียังมีการดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่” ซึ่งเรืองไกรใช้รายงานการประชุมมาร้อง กกต.

ประเด็นนี้สำคัญยิ่ง เพราะที่ผ่านมาการใช้ “นิติสงคราม” เล่นงานนักการเมืองฝั่งประชาธิปไตย ล้วนจับผิดการกระทำ แล้วขยายความด้วยปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย เช่น ทักษิณเซ็นชื่อให้ภริยาซื้อที่ดินกองทุนฟื้นฟู “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” สมัครทำกับข้าวออกทีวี เป็น “ลูกจ้าง” ตามพจนานุกรม หรือ “หุ้นสื่อ” ธนาธร ที่ปิดนิตยสารไปนานแล้ว ก็อ้างว่ามีพิรุธ โอนหุ้นย้อนหลัง

แต่ครั้งนี้ จับผิดพิธาไม่ได้ เพราะถือหุ้นไว้เฉยๆ 16 ปี อยู่ๆ ITV ไปเปลี่ยนประเภทธุรกิจ สินค้า/บริการ แล้วก็มีคนชงคำถามในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ จึงต้องเคลียร์ก่อนว่า พิธาถูก “วางยา” จริงหรือไม่ ถ้าเขาโดนกลั่นแกล้ง แล้วไปตัดสินให้ผิด ก็เท่ากับถูกใช้เป็นเครื่องมือ

ประเด็นที่สองคือ พิธาเรียกร้องเอกภาพของระบบกฎหมาย “ศาลรัฐธรรมนูญพึงรักษาความเป็นเอกภาพในการใช้และตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเดียวกันให้ก่อตั้งผลในทางกฎหมายที่เหมือนกัน”

ซึ่งหมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญพึงตีความตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเอง และศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง มีคำวินิจฉัยไว้ แม้คำสั่งศาลฎีกาอาจไม่ก่อผลผูกพันอย่างเคร่งครัดต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ลำดับความกันอีกครั้ง ศาลฎีกาเลือกตั้งปี 62 แค่ระบุวัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิว่า “ทำสื่อ” โดนตัดสิทธิสมัคร ส.ส. แต่ต่อมาในคดี 29 ส.ส.ฝ่ายค้าน 29 ส.ส.รัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญวางแนวใหม่ ลงไปดูถึงประเภทธุรกิจและงบการเงิน ว่ามีรายได้จากสื่อจริงหรือไม่ ส.ส.พลังประชารัฐในตอนนั้น ระบุธุรกิจทำสื่อโฆษณา แต่ไม่มีรายได้จากสื่อ ศาลก็ชี้ไม่ใช่หุ้นสื่อ

ศาลฎีกาเลือกตั้งปี 66 คดีแดงที่ 39/2566 ที่อุดรธานี ผู้สมัครถือหุ้น หจก.ที่เคยทำวิทยุกระจายเสียง แต่ กสทช.ไม่ต่อใบอนุญาตให้ และมีรายได้จากการกู้ยืมเท่านั้น ศาลฎีกาก็ชี้ว่า มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพราะไม่ใช่หุ้นสื่อแล้ว

คดี ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ศาลตีความไปถึงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญว่า ไม่ต้องการให้ใช้สื่อเอาเปรียบคู่แข่ง ดังนั้น ถือหุ้น AIS เพียง 200 หุ้นน้อยนิด ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ

ล่าสุดยังมีผู้ยกคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.963/2565 ฟ้องกรรมการสรรหา กสทช. ชุดปี 2554 ตัดสิทธิผู้สมัครเพราะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทโทรคมนาคม ศาลชี้ว่าไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว เพียงยังไม่สามารถปิดบริษัทเพราะต้องสะสางบัญชี มติกรรมการสรรหาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 114/2556 คดีวุฒิพร เดี่ยวพานิช ฟ้องวุฒิสภา ตัดสิทธิสมัครซูเปอร์บอร์ด กสทช. เพราะวุฒิพรเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นไอทีวี

ศาลชี้ว่า ไอทีวีปิดไปแล้ว ไม่มีสื่ออยู่จริง เพราะเมื่อสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีบอกเลิกสัญญา บริษัทก็ไม่สามารถดำเนินกิจการได้เพราะไม่มีคลื่นความถี่ ซึ่งจะต้องไปขออนุญาต กสทช. เพียงแต่บริษัทยังอยู่เพราะมีคดีฟ้องร้องกับรัฐ การไม่ยอมรับสมัครเพราะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นไอทีวี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แนวคำพิพากษาตรงกันหมด ทั้งศาลฎีกาเลือกตั้ง ทั้งศาลปกครองสูงสุด แม้อ้างได้ว่าไม่ผูกพันศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยากเต็มทีที่จะหาช่อง “ปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย”

คุณจะอ้างอย่างไรว่า พิธารู้อยู่แล้วว่าถือหุ้นสื่อ ขาดคุณสมบัติ ยังสมัครรับเลือกตั้ง ในเมื่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า ไอทีวีไม่มีสื่ออยู่จริง กระทั่งกรรมการยังให้สมัครซูเปอร์บอร์ดได้ แล้วถือหุ้นน้อยนิดจะตัดสิทธิเป็นนายกฯ ได้หรือ

นี่ยังไม่พูดถึงกระแสการเมือง ซึ่งพลิกมโหฬารจากอดีต 8 พรรคที่จะตั้งรัฐบาล 26 ล้านเสียง ก้าวไกล 14.2 ล้านเสียง ส้มพรึ่บทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล

โอกาสที่อำนาจอนุรักษ์จะตัดตอนพิธา จึงยากมาก แต่ก็ยังมีความพยายาม “เฟกและปั่น” ให้ความเห็นขยะตามหน้าสื่อ เพียงเพื่อจะยื้อเพื่อจะหาข้ออ้างให้ 250 ส.ว.ไม่ยอมโหวตผ่าน

ทั้งที่คอมเมนต์ของบรรดาบุคคลที่เคยมีบทบาทในอดีต ปัจจุบันไม่ได้มีค่าไปกว่าข้อความขยะในกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ ก็ยังได้พื้นที่สื่อ

บางครั้งเฟกนิวส์ก็อาศัยความไม่เข้าใจของสังคม เช่น กกต.ยังประกาศผลไม่ได้ เพราะมีเรื่องร้องว่าที่ ส.ส.เกิน 20 เขต กระทบการจัดตั้งรัฐบาล อันนี้ใช่ แต่ไม่ใช่ 20 เขตคือว่าที่ ส.ส.รัฐบาลทั้งหมด

มันกระทบเพราะกฎหมายเลือกตั้งงี่เง่ามาตรา 127 ตกค้างมาจากระบบบัตรใบเดียว ให้รอจนได้ ส.ส.เขตครบ 95% (380 เขต) จึงคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ แล้วประกาศผลทีเดียว ทั้งที่เปลี่ยนเป็นบัตรสองใบแล้ว ทยอยประกาศก็ได้

ตลกร้ายคือเฟกนิวส์ แจกใบแดง 10 ส.ส.ก้าวไกล เพื่อให้กลายเป็นพรรคอันดับสอง รองจากเพื่อไทย ใครนะช่างจินตนาการ

ฝ่ายแพ้เลือกตั้งทำได้แค่สร้างความหวั่นวิตก ปั่นคลื่นลม แต่เอาเข้าจริงหมดหนทาง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน