พิธา เผยความลับ ช่วงหาเสียง เจอพิษ PM 2.5 จนเข้าโรงพยาบาล ชี้โครงสร้างอำนาจ ทำปัญหาฝุ่นไม่หมดไป ชงยกศูนย์ปฏิบัติงานมลพิษทางอากาศอาเซียนมาตั้งที่เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 ที่เชียงใหม่ศิริพานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเดชรัต สุขกำเนิด ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผู้อำนวยการ Think Forward Center นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคก้าวไกล และนายนิติพล ผิวเหมาะ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้หารือร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชนจากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฝุ่น PM 2.5 ในปี 2567

นายพิธา กล่าวในที่ประชุมว่า ปัญหา PM 2.5 เกิดขึ้นทุกปีที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เดือนม.ค.-เม.ย. ส่วนตัวแม้จะไม่ใช่คนจ.เชียงใหม่ แต่ก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับ PM 2.5 อย่างน้อยใน 3 บริบท โดยบริบทแรก ตอนที่เป็นอดีต ส.ส.อนาคตใหม่ ได้มีโอกาสเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ทำให้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล มีโอกาสพูดคุยกับ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

บริบทต่อมา เมื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล และเป็น ส.ส. ที่ต้องดูแลเกี่ยวกับกมธ.งบประมาณ ทำให้ได้เห็นว่างบที่ลงมายังผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมมีอยู่เท่าไหร่ จะเห็นว่าเป็นเบี้ยหัวแตกแค่ไหน ไปอยู่ที่ตรงไหน มูลค่าเท่าไหร่ บริบทที่สาม ตนเป็นผู้ประสบภัย เมื่อยุบสภาแล้วลงพื้นที่หาเสียง ต้องลงพื้นที่ภาคเหนือในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. ซึ่งเดือนมี.ค.เป็นความรุนแรงในรอบ 5-6 ปีของ จ.เชียงใหม่ ความลับคือตนเข้าโรงพยาบาลไป 2-3 วัน แต่ต้องถอดสายน้ำเกลือ เพื่อที่จะออกมาหาเสียงต่อ

“ตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ต้องแบ่งออกเป็น 3 ขยัก ขยักแรก คือ ระดับนานาชาติ ขยักที่ 2 คือ ระดับประเทศ และขยักที่ 3 คือ ท้องถิ่น ต้องการตั้งกรอบให้ได้ เพื่อทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล แล้วใส่ข้อมูลว่าปัญหาและความท้าทายคืออะไร รวมถึงต้องเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปหมดแล้ว” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า ฝุ่น PM2.5 เฉพาะจ.เชียงใหม่ มีผลกระทบถึงเศรษฐกิจมากมายมหาศาลเป็น 1 หมื่นล้านบาท งบประมาณปีที่ผ่านมา ทุกท่านรู้ว่ามีการกระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก ไปอยู่งบตรงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบ้าง ไปอยู่ที่กรมควบคุมมลพิษบ้าง กรมอุทยานบ้าง กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น ที่มหาดไทยบ้าง ต่างคนต่างทำ

นายพิธา กล่าวว่า ข้อเท็จจริงมีงบประมาณสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 85 ล้านบาท เป็นงบไฟป่า อยู่ที่กรมป่าไม้ 14 ล้านบาท กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 3 ล้านบาท งบกลุ่มจังหวัด 58 ล้านบาท และลงมาที่จังหวัด 10 ล้านบาท ฉะนั้น เราคุยกับผลกระทบของปัญหาที่มีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

“คุณเห็นแค่นี้ก็รู้อยู่แล้วว่าแก้ไม่ได้ คนที่เป็นผู้นำคนต่อไปเข้าใจแล้วว่าเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสิ่งแวดล้อม และเรื่องสาธารณสุขเป็นเรื่องเดียวกัน สงกรานต์เชียงใหม่ โควิด PM 2.5 ต่อให้นโยบายเศรษฐกิจดีแค่ไหน การท่องเที่ยวดีแค่ไหน เจอปัญหานี้ติดกัน ฉะนั้น การเอางบประมาณไปอยู่ในความท้าทายแบบเก่า ไม่ได้อยู่ความท้าทายแบบใหม่ แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวว่า พรรคก้าวไกลเคยเสนอกฎหมาย แต่ทุกอย่างจะจบลงที่อำนาจ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษไม่มีอำนาจสั่งกระทรวงการต่างประเทศให้ไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีอำนาจบอก รมว.อุตสาหกรรม ให้หยุดปล่อยควันพิษ ไม่มีอำนาจบอก รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้หยุดเผาป่า รวมถึงกระทรวงคมนาคมเรื่องรถที่มีควันดำ ฉะนั้นจึงได้แต่ขอความร่วมมือ ซึ่งในระดับประเทศยังไม่มี จะไปสั่งระดับนานาชาติได้หรือไม่ ฉะนั้น โครงสร้างอำนาจจะทำให้ปัญหาฝุ่นไม่หมดไป

นายพิธา กล่าวว่า ในอาเซียนมีการตั้งเป็นพหุภาคีข้ามชาติ เพียงแต่ไม่มีผู้นำประเทศคนไหนไปทำให้เป็นรูปธรรม รวมถึงศูนย์ปฏิบัติงานมลพิษทางอากาศในอาเซียนก็มีตั้งแล้ว แต่ยังไม่มีสถานที่ปฏิบัติงาน ตนคิดว่านายกฯ คนต่อไปควรจะต้องนำศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวมาตั้งที่ จ.เชียงใหม่ ให้ได้

“เขาใช้คำว่า Asean Haed Pollution Center ที่ยังไม่มีประเทศไหนสนใจ เราเห็นโอกาสตรงนี้ ผมจะเอามาตั้งที่เชียงใหม่ด้วย เป็นการปฏิบัติงานเชิงรุก ไม่ต้องประชุมใหม่ ใช้ Agreement ที่มีตั้งแต่ปี 2004 พอมีศูนย์กลางปฏิบัติงานทุกคนก็จะสนใจ นอกจากนี้ยังมีกองทุนมลพิษข้ามชาติที่ตั้งไว้แล้ว แต่ยังไม่มีใครนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน กฎหมาย ศูนย์ปฏิบัติงาน มันมีเชื้ออยู่แล้ว” นายพิธา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน