การเมืองหลังเลือกตั้งสุดวุ่นวาย ‘เจษฎ์’ มองส.ว. 250 เสียงตัวขัดขวางตั้งรัฐบาล ‘สิริพรรณ’ ห่วงถ่ายโอนอำนาจ หวั่นไม่สันติ ทำไทยเผชิญหน้าฝนที่ร้อนระอุ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2566 ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง ทิศทางการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีนางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายเจษฎ์ โทณะวณิพก นักวิชาการทางกฎหมาย ร่วมเสวนา

โดยนายเจษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ต้องแปลกใจที่อาจจะล่าช้า เพราะอย่างประเทศเยอรมัน หรือเบลเยียม ยังใช้เวลาถึง 400 กว่าวัน เมื่อเทียบกันแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลไทยจึงไม่ได้ล่าช้า แต่ที่เป็นปัญหาคือ แม้จะได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่สุดท้าย หากสภาล่าง ไม่ถึงครึ่งก็อยู่ลำบาก ท้ายที่สุดจะเกิดกลไกที่ตนมองว่า ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การเข้ามารักษาความสงบแห่งชาติ มันจะทำให้บ้านเมืองลุกลามบานปลาย และจบปลายทางด้วยการรัฐประหาร ดึงพรรคพวกเข้ามาบริหาร

ปัญหามากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล คือการมี ส.ว. 250 เสียง จะต้องคอยขัดว่า จะต้องให้ได้ 376 เสียง หากไม่มี เชื่อว่าพรรคเพื่อไทย ไม่มีวันจับมือกับพรรคก้าวไกลเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่อดีต คสช.ได้ทำไว้ เพื่อช่วยเสียงข้างน้อยให้จัดตั้งรัฐบาลได้ และถ้าจะมองถึงขนาดนี้ ก็มองให้ไกลกว่านี้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไปด้วยเลย จะได้ไม่ต้องมีปัญหา หรือจะให้ ส.ว.ร่วมโหวตกฎหมายด้วยเลย ย้ำว่าสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือ คสช.” นายเจษฎ์ กล่าว

ด้านนางสิริพรรณ กล่าวว่า ทิศทางการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง ที่เห็นชัดเจน คือบทบาทของโซเชียลมีเดีย กับการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14-15 พ.ค. พบข้อมูลว่า มีคนใช้โซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ทวิตเตอร์ ทั้งหมด 83 ล้านบัญชี และ 84% ของประชากรไทยมีบัญชีโซเชียล เท่ากับอีก 16% ไม่มีบัญชีโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเด็ก หรือผู้ที่ไม่ได้สนใจการเมือง

สิ่งที่เห็นได้ชัดเป็นอันดับแรก คือการใช้แฮชแท็ก เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง และเชิญชวนให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ขณะเดียวกัน พรรคก้าวไกลเองก็ใช้โซเชียลมีเดียในการกำหนดนโยบาย แต่สิ่งที่อยากจะพูด คือผลการใช้โซเชียลมีเดีย อีกด้านหนึ่ง คือสร้างความใกล้ชิด สนิทสนมมากขึ้นกับพรรค

นางสิริพรรณ กล่าวว่า ถามว่าทำไมประเทศไทยถึงตกอยู่ในภาวะของการแช่แข็งทางการเมือง เพราะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกว่า 1 เดือน จริงอยู่ที่ต่างประเทศใช้เวลานานกว่านี้ ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลผสม แต่ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ กกต.มีเวลาถึง 60 วัน พิจารณาประกาศผลเลือกตั้ง จึงมองว่า นี่คือปัญหา

“เชื่อว่า กกต.ไม่มีลับลมคมใน แต่ประชาชนเรียนรู้กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนาน จนเกิดความไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นพิษสงร้ายแรงต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ได้แต่จินตนาการว่าพรรคนั้นจะเปลี่ยนขั้ว พรรคนี้จะไปรวมกับพรรคนั้น นี่คือความบั่นทอนของกติกาที่สร้างต่อตัวสถาบันการเมือง” นางสิริพรรณ กล่าว

นางสิริพรรณ กล่าวถึงประเด็นการถือหุ้นของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยเปรียบเทียบกับกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ว่า หากจำไม่ผิด กกต. ยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัย วันที่ 16 พ.ค. 2562 ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 7 วัน จึงมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นช่วงก่อนประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภา

แต่กรณีนายพิธา ไม่แน่ใจว่า ถ้าจะยื่นคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่า จะต้องมีการถวายสัตย์ก่อน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลานานแค่ไหน ที่จะพิจารณามีคำสั่งทางใดทางหนึ่ง ถ้าดูครั้งที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้นายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วจึงวินิจฉัยว่านายธนาธร ถือหุ้นและขาดคุณสมบัติ

“กรณีนายพิธา ถือหุ้น ไม่แน่ใจว่า เราจะได้เห็นคำวินิจฉัยก่อนหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นอยู่ที่การโหวตของสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ติดตั้งกลไก โจทย์ที่ใหญ่ที่สุด และไม่ได้โฟกัสว่า นายพิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ แต่กลับมองว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ความท้าทายในการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ คือ การจากอีกขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง ถ้าผ่านเดือนก.ค.-ส.ค. ไปได้อย่างสงบ สันติ หาทางออกได้โดยฉันทามติ อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่อง อย่างน้อยที่สุด เริ่มต้นนับหนึ่งคือการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ ประเทศชาติจะได้ไปต่อได้ แต่ถ้าไม่สามารถผ่านเดือนก.ค. ส.ค.ไปได้ คิดว่า เราจะมีหน้าฝนที่ร้อนระอุ” นางสิริพรรณ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน