เกิดสภาวะเอลนีโญต่อเนื่อง “นายกฯ” ติดตาม-ประเมินสถานการณ์น้ำ กำชับทุกหน่วยรับมือฝนน้อย เร่งเก็บน้ำ-ส่งต่อให้ถึงปี’67 ป้องกันความเสี่ยงเกิดภัยแล้ง ส่งผลกระทบประชาชนให้น้อยที่สุด

26 มิ.ย. 66 – นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์น้ำและการวางแผนบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ฯลฯ

ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบของสภาวะเอลนีโญ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นยาวไปถึงปี 2567 โดยคาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำในปี 2566- 2567 จะคล้ายกับสถานการณ์น้ำเมื่อปี 2562 ซึ่งเกิดสภาวะเอลนีโญต่อเนื่องจนถึงปี 2563 ทั้งนี้ใช้ข้อมูลในปี 2563 เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนวันที่ 1 พ.ย. 2567

สำหรับใช้ในการบริหารจัดการน้ำระยะยาว 2 ปี โดยมุ่งกักเก็บน้ำต้นทุนส่งต่อไปยังปี 2567 ให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้ง หากยังคงมีปริมาณฝนน้อยต่อเนื่องถึงปีหน้า เนื่องจากปัจจุบันคาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนปี 2566 ปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย. 66 จะมีปริมาณเพียง 60-70% เท่านั้น

ดังนั้นที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ฯลฯ จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมในการบริหารจัดการน้ำเขื่อนต่างๆ รวมถึงแหล่งน้ำสำรองในการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

นายอนุชา กล่าวว่า นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนเตรียมความพร้อมทุกด้านอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรได้เข้าใจสถานการณ์น้ำทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกเพียงหนึ่งรอบ เพื่อสงวนน้ำไว้สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในฤดูแล้งที่จะมาถึง โดยให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก รวมถึงป้องกันการยืนต้นตายของไม้ผล ไปจนถึงการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและรักษาระบบนิเวศ

พร้อมขอให้เกษตรกรติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงของการเพาะปลูกจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งขณะนี้ กรมชลประทานได้มีการส่งเสริมการปลูกข้าวเบาที่มีอายุสั้นและเก็บเกี่ยวได้เร็ว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ที่สุด รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาแหล่งน้ำของตนเองเพื่อรองรับหากเกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงด้วย

ข้อมูล สทนช. ระบุพื้นที่ประสบภัยแล้ง ตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พบว่ามีพื้นที่ประสบภัยแล้ง เช่น อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่ง รัฐบาล โดย สทนช. ได้มีการติดตามสถานการณ์และประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้หากประชาชนในพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ สทนช. หรือแจ้งไปยัง สทนช.ทั้ง 4 ภาค โดยจะมีการติดตามตรวจสอบและประสานงานให้ความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาโดยเร็วที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน