ส.ว. วอน ก้าวไกล ลดเพดาน ม.112 ชี้อย่าสร้างเงื่อนไขเพิ่มความขัดแย้ง ย้ำถ้ายังดื้อ ส.ว.ไม่โหวตให้แน่ เผยไม่ขัดข้องเสนอนิรโทษกรรมคดีการเมือง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธาน กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวภายหลังการรับหนังสือจากกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มรามคำแหงรักสถาบัน ถึงกรณีพรรคก้าวไกลจะเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
นายเสรี กล่าวว่า เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี คงต้องดูอีกหลายๆ เรื่อง แต่การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ถือเป็นเรื่องหลักและสำคัญในวุฒิสภา แม้จะยังไม่มีการประชุมรัฐสภา แต่ส่วนใหญ่ที่ได้พูดคุยกัน ก็ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารประเทศ อีกทั้งยังเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่กระทบกับพระราชอำนาจ
เมื่อถามว่าการที่ ส.ว.ให้พรรคก้าวไกลยอมถอยเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 จะรวมถึงเรื่องวาระการนิรโทษกรรมคดีการเมืองด้วยหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องของการเสนอแก้กฎหมาย แต่เป็นกระบวนการที่จะช่วยเยาวชนที่ถูกคดีในปัจจุบัน ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้มีอะไรขัดข้อง เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีผู้ใหญ่ไปให้ท้าย หรือมีนักการเมืองไปสร้างปัญหา ยุยงให้เด็กกระทำผิดจนเสียอนาคต
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแนวทางที่จะหาทางออกได้คือการนิรโทษกรรม ซึ่งทำให้เด็กเห็นว่า หากมีการนิรโทษกรรม แสดงว่าการที่กลุ่มเด็กๆ ทำไปนั้น ถูกหลอกใช้ตกเป็นเครื่องมือจะได้ไม่กระทำอีก เพราะสังคมไทยพร้อมที่จะให้โอกาสทุกคนอยู่แล้ว และไม่กระทำอีก แต่หากเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 ยืนยันว่าไม่เห็นด้วย และไม่โหวตผ่านอย่างแน่นอน
ด้านนายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่า 14 ล้านเสียง จะต้องการให้แก้ไขหรือยกเลิก ม.112 และสิ่งที่กระทบต่อการล้มล้างรัฐธรรมนูญและร่างใหม่ ในหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นความมั่นคงของชาติ เราพยายามสื่อสารกับพรรคก้าวไกลอยู่แล้วว่า ให้ลดเพดานเรื่องนี้ลง เพราะเป็นผลกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ ทาง ส.ว.ได้แสดงเจตนารมณ์หลายครั้งว่าเรื่องเหล่านี้นำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะฉะนั้น ฝ่ายการเมืองควรแก้ปัญหาในสภา ง่ายที่สุด คือการอย่าไปละเมิด เอานโยบายมาหาเสียง และไปกระทบกับประชาชนกลุ่มที่ไม่ได้เลือก แม้กระทั่งกลุ่มที่เลือกเองก็ไม่ได้เห็นด้วย
“เรียนไปยังพรรคก้าวไกลว่าเรื่องนี้ เลิกไปเถอะ แล้วไปทำงานให้กับประชาชนในเรื่องที่เขาฝากความหวังมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ ที่เขาอยากได้ ใน 300 นโยบาย มีตั้ง 290 กว่านโยบายที่เขาอยากได้ที่ไปหาเสียงไว้” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ยิ่งได้ฟังการแถลงร่วมเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาตนยิ่งหนักใจ เพราะยกระดับในเรื่องวันชาติ การสนับสนุนเรื่องการทำประชามติ รวมถึงการนิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยเฉพาะมาตรา 112 ที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาอยู่ ทำไมไม่ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมว่าไป หรือการแก้ไขกฎหมายบางประการที่เกี่ยวกับความมั่นคง ตั้งแต่เลือกตั้งมาจนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นการแก้ไขนโยบายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนได้อย่างไร ส.ว.ก็รอฟังอยู่
“เรื่องนี้เราขอให้ลดเพดานลง ถ้าลดได้ เราก็เดินหน้าประเทศได้ แต่ถ้าเราเดินต่อ ยิ่งเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปเรื่อยๆ มันก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็ทำให้ส.ว.ไม่สบายใจมากขึ้นในการโหวต” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวต่อว่า ตนยังมองว่าการเสนอวาระนิรโทษกรรมไม่ชัดเจนว่าคดีอะไร รวมคดีอื่นๆ เช่น การทุจริตคอรัปชั่นทางการเมือง หรือการเผาทำลายต่างๆ คือการเมืองด้วยหรือไม่ ซึ่งต้องเอารายละเอียดให้ชัดเจน ส่วนเรื่อง ม.112 ตนมองว่ากฎหมายไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เพราะคนไปแจ้งความ สุดท้ายสำนวนก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาล ที่ทำ และมีกระบวนพิจารณาต่างๆ รวมทั้งศาลก็มีเมตตาให้ประกัน แต่ก็มีคนยุยงให้มีการหมิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตนจึงมองว่า จะต้องเอาผิดคนยุยงด้วย
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าการปลุกปั่นเพื่อต้องการที่จะดันให้สังคมไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นต่อสถาบันฯ และอาศัยเงื่อนไขที่อ้างว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้ ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้น และสอดรับกับสิ่งที่พวกคุณเสนอแก้ไข ม.112 ให้ฐานความผิดที่ลดลงไปกว่าบุคคลทั่วไป
นายสมชาย กล่าวว่า ฉะนั้นขอให้หยุดเลยหรือ เลิกได้หรือไม่ แล้วไปทำเรื่องปากท้อง ซึ่งเราเห็นด้วยที่ได้เสียงจากประชาชนมา และมีความคิดสมัยใหม่ในเรื่องเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี แต่ขอเรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะประเทศไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ควรนำความคิดของคุณมาผสานกับคนรุ่นใหม่ไปพัฒนาประเทศ แต่หากยังวนอยู่แบบนี้ประเทศก็ไปไหนไม่ได้ ซึ่งตนยังมองว่าเรื่องนี้ยังไม่ผ่าน และไม่เห็นด้วย ไม่โหวตให้ผ่าน จนกว่าจะมีการแถลงที่ชัดเจน พูดต่อสาธารณะว่าจะลดเพดานลงให้สังคมเดินต่อไป