“ไม่ว่าใครจะมาแทนพิธาก็จะปกครองด้วยความยากลำบากทั้งสิ้น” พล.ท.พงศกร รอดชมภู ระบุ
อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ขู่ แต่ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่า “นึกภาพไม่ออก ถ้าพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ จะเกิดอะไรขึ้น”
ม็อบใหญ่? ไม่ใช่-มันจะไม่ใช่แค่ม็อบใหญ่ แต่เป็นความโกรธความไม่พอใจอย่างรุนแรง และการต่อต้านที่ใหญ่โตกว้างขวางยืดเยื้อลุกลามยิ่งกว่า “ม็อบใหญ่” ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ นึกภาพไม่ออก ว่าจะจบอย่างไร
แน่ละ พลังประชาธิปไตยไม่สามารถใช้ความรุนแรง ฝ่ายครองอำนาจมีทั้งทหารตำรวจ กระบวนการยุติธรรม แต่ก็เห็นกันแล้วว่าม็อบปี 63-64 ส่งผลสะเทือนเพียงไร เขย่าเพียงไร
ผลเลือกตั้ง 14 พ.ค.66 แม้น่าตระหนก สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ก็เป็นโอกาสที่จะประนีประนอมกับพลังสังคมใหม่ ผ่านรัฐบาลพิธา-ก้าวไกล-8 พรรค
ไม่เช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป พลังสังคมยิ่งเชี่ยวกรากทะลักทลายด้วยความโกรธแค้น อำนาจที่ไร้ศรัทธาแม้มีปืนมีกฎหมายก็ไม่ยั่งยืน
หลังเลือกตั้ง 60 วัน ประเทศมีแต่รัฐบาลรักษาการที่ประชาชนหมดเชื่อถือ เราเพิ่งจะได้ประธานรัฐสภา เพิ่งจะนัดวันโหวตเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ที่มี ส.ส. 8 พรรค 312 คน มาจากประชาชน 26.6 ล้าน แต่ยังต้องผ่านด่าน ส.ว. 250 คน ซึ่งมีอำนาจเท่ากึ่งหนึ่งของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
ความชอบธรรมอยู่ที่ไหน พวกคุณพร้อมไหมที่จะเป็นเป้าแห่งความโกรธแค้นเกลียดชังจากประชาชน หรือคิดว่าอีกไม่กี่ปีก็ตาย
พูดอย่างนี้ไม่ได้ปลุกความเกลียดชัง แต่มันเป็นความชอบธรรมที่จะเกลียดชัง กลุ่มบุคคลที่รัฐประหารตั้ง มานั่งกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน แล้วจะขัดขวางทำลายความหวังของประชาชน
มันเป็นเรื่องทุเรศแค่ไหน รัฐประหาร 2 ครั้งอ้างปราบโกง ยกก้นเป็นคนดีย์ (แต่ไม่รู้เอาเงินที่ไหนมาตั้งพรรคการเมือง) พอพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งใสสะอาด ทุกคนยอมรับไม่มีการซื้อเสียง กลับไปตั้งแง่เรื่องหุ้นเรื่องคุณสมบัติจุกจิก นักร้องแห่แหน ไปดูวอลเลย์บอลก็จะเอาผิด หงุดหงิดไปถึงนักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย (ทำให้โลกออนไลน์หัวร่อกลิ้ง)
พรรคการเมืองใสสะอาด สร้างการเมืองใหม่ การเมืองอุดมการณ์ ถูกอำนาจที่เหลือประชาชนเลือกแค่หยิบมือ ปลุกต้านเพราะจะแก้ 112 แล้วนักการเมืองที่พวกคนดีย์มีศีลธรรมร้องยี้ เคยด่าทอว่าซื้อเสียง ก็แห่ปกป้อง 112
ตลกร้าย ปกป้องให้ย้อนแย้ง พวกที่มาจากรัฐประหาร พวกที่มาจากการเมืองสกปรก วันนี้อ้าง 112 ต้านก้าวไกลเป็นเสียงเดียวกัน
ไม่รู้หรือว่านั่นทำให้ “สลิ่มกลับใจ” หันมาเลือกก้าวไกลท่วมท้น เพราะเห็นแล้วว่ารัฐประหารสืบทอดอำนาจไม่ได้ปราบโกงจริง ไม่ได้มีศีลธรรมอะไรเลย
ความหวาดกลัวพิธา-ก้าวไกล ทำให้คนเหล่านี้หวังพรรคเพื่อไทยเป็นที่พึ่งสุดท้าย แบบศาสดาพันธมิตรพลิกลิ้นกลืนน้ำลาย ยกย่องทักษิณจงรักภักดี 18 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก 18 ปีของประเทศ ที่สูญหาย
ส.ว.ก็เสี้ยมพร้อมโหวตให้อุ๊งอิ๊ง เศรษฐา คิดว่าเขาโง่หรือไง 8 พรรคแตกก็แยกกันตาย ถึงแม้เพื่อไทยอยากเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล อยากเป็นนายกฯ เพียงไร ก็ตระหนักว่าถ้าไปจับมือภูมิใจไทยพลังประชารัฐตามสูตรเสี้ยม มีหวังโดนตลบกลับ ยัดข้อครหาแล้วทำรัฐประหาร
เพื่อไทยจะเป็นนายกฯ ได้ในสถานการณ์เดียวเท่านั้นคือ พิธาไม่ผ่านด่าน 250 ส.ว.แล้วยอมสละให้ แต่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เพื่อไทย เศรษฐา อุ๊งอิ๊ง จะดีใจ ตรงกันข้ามหนักใจเสียด้วยซ้ำ
อย่าลืมว่า 2 เดือนหลังเลือกตั้ง พิธายิ่งทำให้ประชาชนมีความหวัง ที่บางคนเปรียบเปรยว่ายังกะยุคจอห์น เอฟ เคนเนดี้ คน 20 กว่าล้านคาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะนำประเทศไปสู่สิ่งใหม่ๆ ซึ่งแม้แต่เพื่อไทยก็ไม่ต้องการมาเป็นหนังหน้าไฟ
ประโยชน์สูงสุดของพรรคเพื่อไทยคือ ร่วมรัฐบาลก้าวไกล แสดงฝีมือทางเศรษฐกิจ สนับสนุนให้ก้าวไกลเป็นกองหน้ารื้อโครงสร้าง ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม กระจายอำนาจ รื้อมหาดไทย ฯลฯ ซึ่งอันที่จริงเป็นสิ่งที่เพื่อไทยอยากทำแต่มีข้อจำกัด เมื่อก้าวไกลอาสาเป็นกองหน้าทะลุทะลวง เพื่อไทยก็เป็นแบ๊กสนับสนุน แล้วตัวเองทำงานถนัดเรื่องปากท้อง
รอแก้รัฐธรรมนูญใหม่ 2 ปี (ถ้าไม่โดนร้องเตะถ่วง) ยุบสภาแล้วมาแข่งกันแฟร์ๆ เพื่อไทยมีโอกาสชนะอย่างสง่างาม
ฉะนั้นอย่าหวังว่าเพื่อไทยจะแตกแถว โหวตสวนพิธา โยนทฤษฎี Conspiracy ทั้งหลายทิ้งไป
ต่อให้โหวตพิธาไม่ผ่าน สละให้เพื่อไทย ถึงเดือนพฤษภาปีหน้า 250 ส.ว.หมดวาระ เพื่อไทยก็ต้องแสดงสปิริตคืนให้ก้าวไกล
แต่ระหว่างนั้น 250 ส.ว. และอำนาจอนุรักษ์ ก็จะเผชิญพลังสังคมเชี่ยวกราก สนับสนุนกดดันรัฐบาล 8 พรรคให้บดขยี้เครือข่ายอำนาจ สมมตินายกฯ เป็นเศรษฐาไม่ใช่พิธา แม้ไม่เกิดม็อบต้าน แต่พลังสังคมจะฮือโหมไปสู่การแก้กฎหมาย ขยี้กองทัพ ขยี้ตำรวจ มหาดไทย ยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ต่างจากพิธาเป็นนายกฯ เกรี้ยวโกรธกว่าด้วยซ้ำ
พลังทางการเมืองของก้าวไกล มาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม เรากำลังเข้าสู่ยุคที่สังคมเข้มแข็งขึ้น และจะเข้ามาควบคุมรัฐมากขึ้น ผ่านกลไกประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่เลือกตั้ง แต่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ หรือการออกความเห็น การร้องเรียน การวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่เรื่องทุจริตไปจนความเหลื่อมล้ำ
ก้าวไกลไม่ใช่แค่ชนะในบัตรเลือกตั้ง แต่ยึดกุมกระแสความคิดใหม่ไว้ได้เกือบหมด กระแสคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้มแข็งขึ้นเป็นรุ่นๆ
อนุรักษนิยมที่มีสติจึงปรับตัวไปกับพิธา มีแต่อนุรักษนิยมไร้สมองจ้องขวางพิธา