ก้าวไกล แถลงชัด กกต.จงใจเลือกปฏิบัติ ส่อผิดม.157 ข้องใจผู้บริหารไอทีวีให้ข้อมูลกกต. ยืนยันไอทีวีไม่ได้ทำธุรกิจสื่อ ย้ำ พิธา มีสิทธิเป็นแคนดิเดตนายกฯ
เมื่อเวลา 12.20 น.วันที่ 12 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยส.ส.พรรคก้าวไกล แถลงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพส.ส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเนตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ประกอบมาตรา 101 (6) หรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น รวมทั้งมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
พรรคเห็นว่าในกรณีนี้ กกต.ดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นไปตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและชี้ขาด
การที่ กกต.ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 72 ไม่สามารถเทียบเคียงกับกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ เราเห็นว่า กกต.ต้องปฏิบัติตามระเบียบให้ครบถ้วน การที่ กกต.เสนอศาลรัฐธรรมนูญอย่างรีบเร่ง ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหามายัง นายพิธา และไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
พรรคเห็นว่าเท่ากับ กกต.เลือกปฏิบัติตามระเบียบเพียงบางส่วน และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบตามที่ตนเองตราไว้ อาจเป็นการทำผิดหรือละเว้นการปฏิบัติ ตามมาตรา 157
กรณีนี้ มีข้อสังเกตได้ว่าทำไม กกต.รีบเร่งดำเนินการในคดีหุ้นไอทีวี อย่างผิดปกติ ทั้งที่เรื่องหุ้นไอทีวี มีข้อพิรุธและถกเถียงว่าไอทีวียังดำเนินธุรกิจสื่ออยู่หรือไม่ จงใจจัดทำรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น และเอกสารงบการเงินไม่ตรงตามข้อเท็จจริง แต่ กกต.รีบประชุม 3 วัน ทันทีที่ได้รับเรื่อง เพื่อเร่งสรุปให้ได้ มีข้อมูลพยานหลักฐานเพียงว่า นายพิธา มีความผิดตามที่ยื่นคำร้องจริง
เรื่องนี้ตนทราบว่า กกต.เชิญผู้บริหารไอทีวีชี้แจงกกต.แล้ว จริงหรือไม่ ให้ กกต.ปฏิเสธ และผู้บริหารไอทีวีให้ข้อมูลกับ กกต.ว่า ไอทีวีไม่ได้ดำเนินธุรกิจสื่อ ดังนั้น แม้กกต.อ้างเหตุผลว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้นายพิธา มาชี้แจงก่อน แต่คำถามคือ กกต.มีเวลาเชิญไอทีวีชี้แจง แล้วมีเหตุผลอะไรที่รับฟังว่าจะไม่ยอมเสียเวลาให้ นายพิธา รับทราบข้อกล่าวหา และมีโอกาสชี้แจงได้บ้าง เพื่อให้ กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้านเป็นธรรม
หากผู้บริหารไอทีวีชี้แจง กกต.จริงว่าไม่ได้ดำเนินธุรกิจสื่อ กกต.ใช้หลักฐานอะไรนำไปสู่ข้อสรุปว่านายพิธา มีความผิดตามที่ยื่นคำร้องจริง เพื่อรีบเร่งให้ได้
ความรีบเร่งผิดปกติเห็นได้จากเมื่อเช้านี้ กกต.มีมติตอนเช้า นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. รีบเซ็นเอกสารยื่นศาลรัฐธรรมนูญทันที เพื่อให้ทันประชุมตอนบ่าย รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม
เช่นนี้ สังคมจึงตั้งคำถาม กกต.ว่ามีเจตนาส่งลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญ นำเรื่องเข้าที่ประชุมทันทีในบ่ายวันนี้ เพื่อให้นายพิธา ถูกสั่งยุติหน้าที่ส.ส.ก่อนโหวตนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค.ใช่หรือไม่
สุดท้าย ตนอยากเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา โดยใช้นิติสงคราม บทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งข้อสงสัยมาตลอดว่า ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นวันนี้และหลังจากนี้อีกไม่นาน จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้นจริงหรือไม่
ขอฝากเสียงเตือนไปยัง กกต.และองค์กรอิสระทั้งหมดว่า ท่านอย่าลุแก่อำนาจจนเกินขอบเขต
ทั้งนี้ ยืนยันจะเสนอชื่อ นายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 และนายพิธา ยังมีสิทธิ์ร้อย เปอร์เซ็นต์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ และผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจากอันดับ 1 ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ความชอบธรรมที่สูงสุดคืออำนาจประชาชน พรรคก้าวไกลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนที่มอบให้ เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอย่างสุดความสามารถ
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจของส.ว. นายชัยธวัช กล่าวว่า คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีคนหวังทางการเมืองจริงๆ บิดเบือนเจตนารมณ์ในการบังคับใช้กฎหมาย บิดเบือนระเบียบข้อบังคับเรื่องต่างๆ ย่อมต้องหวังผลทางการเมือง แต่เราก็เชื่อว่าจะมีส.ว.ที่มากเพียงพอที่มีสติ มีความเป็นธรรม มีวิจารณญาณ
จะเห็นว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถเป็นบทสรุปได้ ว่านายพิธามีความผิดตามกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด และไม่ใช่หน้าที่ ของส.ส. หรือส.ว.ที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกันกับการโหวตเลือกนายกฯหลังการเลือกตั้งแล้ว ตนยังเชื่อมั่นว่า ยังมีส.ว.ที่อยู่ข้างความถูกต้อง ที่ต้องใช้เอกสิทธิ์ของตนเอง เป็นไปตามเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ที่ได้แสดงออกมาผ่านการเลือกตั้ง
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อนั้น ยังคงต้องดูรายละเอียดของเอกสารหลายๆอย่างด้วย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น เรายังเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อระเบียบของกกต.เอง และเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เมื่อถามว่า หากมติที่กกต.ส่งไปในวันนี้ ไม่ทันพิจารณาในที่ประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อการโหวตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า การตรวจสอบของกกต. และของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนละส่วน ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่แน่นอนว่ามีบางส่วนบางฝ่าย พยายามที่จะใช้เรื่องนี้ หรือเรื่องอื่นเต็มไปหมดตลอดเวลา ในการอ้างเหตุผลว่าจะไม่เลือกนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจะบอกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชน
เมื่อถามว่าจากกรณีนี้ ส.ว.จะหยิบยกให้มีการเลื่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดการเลื่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อมั่นในประธานรัฐสภาที่จะมีหลักที่ชัดเจนใช่
ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเที่ยงธรรมหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่างที่อธิบายไปแล้ว ว่ากกต. พยาพยามจะอ้างบรรทัดฐาน จากคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ตนต้องการพยายามจะชี้ว่ามันไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ เพราะโดยข้อเท็จจริงในทางข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติในกระบวนการ ไม่เหมือนกันเลยครับ
เมื่อถามว่า ส.ส.และส.ว.จะให้โอกาสนายพิธาอีกครั้งหรือไม่ หากถูกสั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่และพรรคก้าวไกล จะเดินหน้าต่ออย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่มีแผนสำรองอะไร ยังเดินตามเดิม ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งอย่างไร นายพิธายังมีสิทธิ์ถูกต้องตรงตามกฏหมาย ในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะสามารถเสนอชื่อนายพิธาในรัฐสภาได้เหมือนเดิม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่หวังมากที่สุดก็ คือพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างนอก ทุกเสียงมีความหมาย เรายังหวังว่าสิ่งที่ผิดปกติจะไม่เกิดขึ้นอีก กระบวนการนิติสงคราม ที่ค้านสายตาประชาชนมากว่าสิบปี
“ผมเชื่อว่ามีบางฝ่ายต้องการให้ พิธา ไม่ได้เป็นนายกฯ โดยไม่เห็นแก่บ้านเมือง ไม่เห็นหัวประชาชน พวกเรา ส.ส. ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะทำให้ดีที่สุดในการปกป้องเสียงของประชาชน วันพรุ่งนี้จะเป็นโอกาส และทางแยกของสังคมไทย ว่าเราจะวนกลับไปสู่การเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนเดิม หรือเราจะคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยของไทย และพาประเทศไทยไปข้างหน้า ผู้มีอำนาจมีสิทธิที่จะเลือก และผมเชื่อว่าคราวนี้ประชาชนจะไม่ยอม” นายชัยธวัชกล่าว