เสรี ติง ก้าวไกล อย่าสำคัญตัวผิดเหตุได้เสียงประชาชนแค่ 14 ล้านเสียง สับยุยงปลุกปั่นทำเยาวชนละเมิดสถาบัน ชี้ไม่เหมาะหลังประชาชนก้มกราบ ‘พิธา’

วันที่ 13 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 หลังจากเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ ได้เปิดให้ส.ส.และส.ว.อภิปราย

โดยเวลา 13.45 น. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า สิ่งที่ตนเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ไม่ได้เกิดจากความอคติหรือความไม่ชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล หลักสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรา 272 บัญญัติไว้ชัดเจนที่ให้รัฐสภาทำหน้าที่สำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ซึ่งนายพิธา ไม่สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ

ทั้งนี้ ในฐานะส.ว. ถูกพูดเสมอว่าเราจะไม่เลือกนายพิธา ตามมติมหาชน ถามว่าเราไม่ให้ความเคารพประชาชนหรือ เราให้ความเคารพ แต่การทำหน้าที่ของส.ว.ก็แยกส่วนจากเสียงประชาชนที่เลือกตั้งให้ส.ส.เข้ามาทำหน้าที่ มีคนถามตนว่าไม่กลัวเสียงประชาชนที่อยู่นอกสภาหรือ ต้องตอบว่ากลัวประชาชน กลัวมาก แต่เราก็คำนึงถึงการทำหน้าที่ในวุฒิสภา ต้องทำหน้าที่รักษาปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบัน

นายเสรี อภิปรายว่า พรรคก้าวไกลได้คะแนนจากประชาชนแค่ 14 ล้านเสียง อย่าสำคัญว่าตัวเองได้ 30 ล้านเสียง และประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่ได้เลือกนายพิธาเป็นนายกฯ แต่เขาเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากแต่ละพรรคที่ไปเซ็นเอ็มโอยูกัน ยืนยันอีกครั้งว่าส.ว.เคารพเสียงของประชาชน แต่เราต้องทำหน้าที่ตามมาตรา 272 ที่จะต้องเลือกบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 159 ที่ห้ามถือหุ้นสื่อ หากดำเนินการต่อโดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติเท่ากับท่านทำผิดรัฐธรรมนูญ

คนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศหรือเข้าไปบริหารประเทศ จะต้องมีพฤติกรรมไม่ทำการใดๆ ที่จะดูหมิ่น ไม่ปกป้องเชิดชูสถาบัน เราเห็นสถานการณ์นอกสภาฯ มีการทำผิดต่อกฎหมาย มีการสร้างสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนในทางที่ผิด มีการเสนอแนวคิดต่างๆ ให้มีการกระทำที่ละเมิดจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันมากมาย จนท่านต้องออกมาบอกว่าจะแก้ไขมาตรา 112 เพราะมีคนถูกดำเนินคดีมากมาย อ้างว่าช่วยคนที่ถูกดำเนินคดี ซึ่งมาจากการที่ท่านไปสนับสนุนให้เยาวชน ประชาชนทั้งหลายทำแต่สิ่งที่ละเมิดสถาบัน

“แม้ท่านบอกไม่ได้สนับสนุน แต่ก็มีปรากฏในคลิปต่างๆ ที่ท่านออกไปปลุกปั่นยุยง ขึ้นเวทีให้ม็อบต่างๆ บอกจะปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกระบวนการต่างๆ พูดจาให้ร้าย เรียกพระนามอย่างไม่เคารพ และท่านยังใช้ตำแหน่งไปประกันตัว แทนที่จะไปลดปัญหา แต่กลับส่งเสริมเพียงเพราะต้องการได้มวลชน แต่กลับทำให้เด็กเสียอนาคต เสียการเรียน ครอบครัวแตกแยก การจะเป็นนายกฯ ผมยังไม่เห็นท่านออกมาห้ามปรามสิ่งเหล่านี้ หากท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ควรต้องออกไปห้าม เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมหรือส.ว.ไปสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ก็จะผิดวิสัย” นายเสรี ระบุ

นายเสรี อภิปรายอีกว่า หลังการลงมติไปแล้ว หากท่านได้เสียงสนับสนุนจากประชาชน จนกระทั่งทำหน้าที่นายกฯ ได้ ตนก็ยินดีด้วย แต่หากเสียงไม่ถึง ท่านต้องไม่แสดงการกระทำอะไรที่เป็นการปลุกปั่นม็อบ เมื่อท่านไปลงพื้นที่มีคนเรียกว่านายกฯ คนที่ 30 ตนก็เห็นว่าเป็นความต้องการของประชาชน แต่ไม่อยากเห็นภาพที่ประชาชนก้มกราบท่าน ทำให้คิดว่าประชาชนอยากกราบท่านจริงหรือสร้างภาพ หรือจ้างคนมา ซึ่งไม่สมควรที่จะทำให้เกิดภาพเหล่านี้ขึ้น จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้นายพิธาและพรรค ก้าวไกลบริหารประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน