ประธานรัฐสภานัดประชุมโหวตนายกฯ 22 สิงหา หลังศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน มติรัฐสภาที่ห้ามโหวตนายกฯ ซ้ำ โดยอ้างว่าขัดข้อบังคับข้อ 41 จึงมีผลต่อไป

ซึ่งแปลว่า พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน ได้ครั้งเดียว แม้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ไม่รับคำร้องเพราะไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งแปลว่าพิธาร้องได้ เศรษฐาก็ร้องได้ ถ้าโหวตไม่ผ่านแล้วห้ามเสนอซ้ำ

กระนั้นกว่าจะร้องศาล รอตีความ ถ้าได้โหวตอีกครั้ง ก็คงนานเป็นเดือน พรรคเพื่อไทยจึงต้องมั่นใจ โหวตครั้งเดียว 376 ขึ้นไป

ท่ามกลางกระแสข่าวให้หวั่นไหว พรรคร่วมไม่พอใจ เศรษฐาไม่ให้นั่งกระทรวงเดิม สว.อาจยกข้อกล่าวหาชูวิทย์ EP3 เป็นข้ออ้าง บีบให้เปลี่ยนเพื่อจับอุ๊งอิ๊งเป็นตัวประกัน ฯลฯ คอการเมืองแบ่งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อเศรษฐา อีกฝ่ายเชื่อจตุพร พรหมพันธุ์

ความระส่ำระสายสะท้อนว่า พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลโดยมีอำนาจต่อรองน้อยถึงน้อยมาก

เพื่อไทยมี 141 เสียง บวกมิตรแน่นเหนียว ประชาชาติ 9 เสรีรวมไทย 1 เป็น 151 เสียง ข้ามขั้วผสมภูมิใจไทย 71 ชาติไทยพัฒนา 10 รวมพรรคเล็กเป็น 238 เสียง

พลังประชารัฐ 40 เสียงรับปากโหวตให้ รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง ทำท่าจะโหวตให้ แต่ยังไม่ได้เจรจาร่วมรัฐบาลเป็นทางการ

แม้รวมพรรค 2 ลุง เพื่อไทยก็ยังต้องการเสียง สว. 60 คนขึ้นไป ถ้าให้มั่นใจต้องรับปากเกิน 100 คน

ความมั่นใจมาจากไหน ก็ต้องมาจากพรรค 2 ลุง ผู้สรรหาและแต่งตั้ง 250 สว. ซึ่งแปลว่า ถ้ารวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ร่วมรัฐบาล จะมีอำนาจต่อรองสูงกว่าโควตา 40 และ 36 เสียง

ถ้าเป็นรัฐบาล 314 เสียง เพื่อไทยจึงไม่เพียงเป็นเสียงข้างน้อย แต่ยังมีอำนาจต่อรองน้อย ภายใต้เครือข่ายสืบทอดอำนาจ รัฐราชการ ที่ 2 ลุงกุมมายาวนาน แถมจะถูกภูมิใจไทยขี่คออีกชั้น

รัฐบาลเพื่อไทยจึงลักลั่น ขอโหวตเศรษฐาก่อน แบ่งกระทรวงทีหลัง ไม่มี MOU ไม่มีสัญญาประชาคมร่วมกัน มีแต่เพื่อไทยประกาศจะทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทันที แจกเงินหมื่นดิจิทัลทันที

ตั้งรัฐบาลแบบไหน ไม่ตกลงว่าใครได้กระทรวงอะไรขอโหวตนายกฯ ให้ก่อน ได้อำนาจเข้ากระเป๋าแล้วค่อยแบ่งเค้ก มันเป็นไปไม่ได้ 3-4 พรรคนั้นไม่ใช่เด็กอมมือ เขาต้องยื่นเงื่อนไขจนเพื่อไทยยอม

ไม่ว่าตกลงอย่างไร ทั้งในระยะสั้นระยะยาว เพื่อไทยมีแต่เสียเปรียบ “กลืนเลือด” ที่บางคนแย้งว่า “กลืนยาพิษ”

บางคนยังเชื่อเพื่อไทยเก๋าเกม เพื่อไทยมีประสบการณ์แต่ทุกครั้งเพื่อไทยอำนาจต่อรองสูงเพราะกุมเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเสียงข้างน้อยที่ต้องพึ่ง สว. อีกต่างหาก

นโยบายที่เพื่อไทยประกาศจะทำ เช่น เงินหมื่นดิจิทัล พรรคร่วมอาจยอม แต่เมื่อใช้เงินถึง 5.6 แสนล้านก็ต้องแลกนโยบายพรรคอื่น ซึ่งเดี๋ยวพวกเขาจะ “วางบิล”

แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ร่วมกับพรรคสืบทอดอำนาจ พรรค กปปส. พรรคระบบอุปถัมภ์ คิดหรือว่าพวกเขาจะยอมให้เป็นประชาธิปไตย

แค่เริ่มต้นพรรคเพื่อไทยก็ไปไม่สุด บอกจะทำประชามติ แล้วค่อยแก้มาตรา 256 ซึ่งต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 กำหนดว่า สสร.มาจากไหนบ้าง ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้เนติบริกรมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก

ต่างกับก้าวไกล ที่จะตั้งคำถามประชามติ เห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยให้ สสร.มาจากเลือกตั้ง ซึ่งปิดช่องปิดโอกาสยัด สสร.แต่งตั้ง

อำนาจต่อรองของเพื่อไทยมีประการเดียวเท่านั้น คือหวังว่าอำนาจอนุรักษ์จะยอมให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาล เพื่อทำเศรษฐกิจดี เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศการเมือง ยอมให้มีเสรีประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นบ้าง โดยไม่ต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้าง แล้วจะลดทอนความกดดัน แยกสลายพลังคนรุ่นใหม่ ทำลายพลัง 14.4 ล้านเสียงที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทย

นั่นคือสิ่งที่กองหนุนเพื่อไทยใช้คำใหญ่ “ยอมลงเหวเพื่อสร้างสะพาน ทำภารกิจทางประวัติศาสตร์” ถ้าไม่ใช่เพื่อไทยก็ไม่มีใครทำ

ทั้งที่ประชาชนที่เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนใหญ่ไม่ต้องการ แม้แต่คนเลือกพรรคเพื่อไทย 11 ล้านเสียง ก็ได้รับคำมั่นว่าจะไม่มีวันจับมือ 2 ลุง

ภูมิธรรม เวชยชัย บอกว่าเพื่อไทย “คิดใหญ่ ใจใหญ่ ใจกว้าง ภายใต้สถานการณ์ทางเลือกที่คับแคบ” โดย “ยอมเสียต้นทุนทางการเมืองบางส่วน” แล้วอนาคตจะเป็นบทพิสูจน์

“อนาคตเป็นบทพิสูจน์” อาจมาไม่ถึง อาจคว่ำก่อน และจะกลายเป็นหนังหน้าไฟที่มีแต่คนรุมยำ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน