“สว.คำนูณ” เห็นชอบ ควรกลับสู่หลักการทั่วไป โหวตนายกรัฐมนตรี ตามเสียงข้างมาก เหตุไม่มีนโยบาย-พรรคการเมือง แก้ ม.112 ร่วมรัฐบาล
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา มีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
นายคำนูณ สิทธิสมาน สว. อภิปรายว่า หลักคิดในการให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของ สว. ในความเห็นของตน คือ สว.ควรใช้อำนาจและหน้าที่เฉพาะกาลนี้อย่างมีเหตุผล ขอบเขต และขีดจำกัด เหมือนการพิจารณากฎหมายอื่น
ทั้งนี้ ขอแบ่งเป็น 2 กรณี หากเป็นกรณีทั่วไปตามปกติ ตนเห็นควรตัดสินใจให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อนการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะการบริหารราชการแผ่นดินและการกำกับตรวจสอบบริหารราชการแผ่นดิน หลังให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ แล้ว ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาฯ ทั้งสิ้น สว.ไม่มีส่วน
แต่ไม่ได้หมายความว่า สว.ต้องตัดสินใจให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในสภาฯ เสมอไป สว.ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจให้ความเห็นชอบแตกต่างไปจากเสียงข้างมากของสภาฯ ได้ แต่ควรจำกัดเฉพาะกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริงๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยเฉพาะกรณีที่เห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองของประเทศ
นายคำนูณ กล่าวว่า การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามเสียงข้างมากของสภาฯ ณ ขณะนั้น เพราะแคนดิเดตนายกฯ ท่านนั้น และพรรคของท่านยังคงมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เปรียบเสมือนเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในหมวดพระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง และเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับทางประตูหลัง
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครอง ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ท่านนั้นก็ไม่ได้ถอยนโยบายนี้ แม้จะมีเสียงอภิปรายคัดค้านเพียงใด ดังนั้น การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้นั้น เป็นที่ชัดเจน เพราะมีการแถลงสาธารณะว่า แคนดิเดตนายกฯ ที่ได้รับการเสนอชื่อ ไม่มีนโยบายที่อาจจะเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบายดังกล่าวเข้าร่วมรัฐบาล ตนจึงเห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไป คือ ตัดสินใจลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาฯ