“ชัยธวัช” จวกรัฐบาล ”เศรษฐา1” เป็นส่วนต่อขยายรัฐบาล ”ประยุทธ์” ติงไม่กล้าแตะกองทัพ แซะเหมือนตั้ง “สุทิน” มาเป็นโทรโข่งกระทรวง

วันที่ 12 ก.ย.2566 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 เป็นวันที่สอง โดยเมื่อเวลา 18.50 น. นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงนโยบายพัฒนากองทัพว่า เป็นเรื่องน่ายินดี เรามีรมว.กลาโหมคนแรกที่เป็นพลเรือนและไม่ใช่นายกฯ เรากำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่พลเรือนกำลังจะอยู่เหนือกองทัพใช่หรือไม่

หรือเอาเข้าจริงแล้วการส่งพลเรือนมานั่งเป็นรมว.กลาโหมครั้งนี้ จะกลับกลายเป็นการส่งสัญญาณของจากรัฐบาลใหม่ ว่ารัฐบาลพลเรือนชุดนี้จะไม่ยุ่ง ไม่แตะกองทัพ นโยบายการทหาร ความมั่นคง จะคงอยู่ในมือกองทัพรวมถึงเครือข่ายคณะรัฐประหารต่อไป พรรคแกนนำรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปกองทัพเป็นทหารอาชีพ

ปรากฏว่าพอตอนแถลงนโยบายรัฐบาล ความมุ่งมั่นชัดเจนของแกนนำรัฐบาลหายไปไหน จากปฏิรูปกองทัพเพื่อป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงทางการเมือง และการบริหารราชการ เปลี่ยนเป็นร่วมกันพัฒนากองทัพเพื่อคุณภาพชีวิต ที่ดีของประชาชน ดูน่ารักนะครับ จากบอกว่าจะเสนอกฎหมายป้องกันและต่อต้านการรัฐประหารหายไปเลย ไม่แม้แต่จะพูดถึงคำว่ารัฐประหารสักคำในการแถลงนโยบายของรัฐบาลพลเรือนครั้งแรกหลังการรัฐประหาร 2557

ชัยธวัช กก

“ทำไมหรือครับ คำว่ารัฐประหารนี่มันน่าแสลงใจมาก จนพูดถึงกันไม่ได้ หรือนายกฯ เศรษฐาและรัฐบาลชุดนี้ เกรงใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และคณะรัฐประหารมากขนาดนั้นเลยหรือ” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า การยกเลิกการเกณฑ์ทหารก็คลุมเครือ เพราะการเลิกกับการลดการเกณฑ์ทหารมันต่างกัน ถ้านโยบายของรัฐบาลคือลดการเกณฑ์ทหารเท่านั้นมันจะมีอะไรใหม่ เพราะหลายปีมานี้กองทัพก็ดำเนินการอยู่แล้ว เมื่อวันที่ 31 พ.ค.สภากลาโหมก็ประกาศแผนการปฏิรูปเนื้อหาสาระเดียวกัน แถมพล.อ.ประยุทธ์ยังย้ำในที่ประชุมครั้งนั้นด้วยว่า

นี่คือแผนของเราที่ทำอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวว่าใครจะมาหรือไป นายกฯและรมว.กลาโหมได้ยินไหม พล.อ.ประยุทธ์มีแผนปฏิรูปตัวเองอยู่แล้ว คนอื่นไม่เกี่ยว แบบนี้รัฐบาลใหม่จะให้นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมไปนั่งเป็นแค่โฆษกกองทัพหรือ นี่ยังไม่รวมถึง รมว.กลาโหมคนใหม่ จะปล่อยให้มีไอโอกองทัพอีกหรือไม่

บิ๊กทิน

นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า เมื่อฟังคำแถลงอยากสรุปสั้นๆว่านี่มันไม่ใช่นโยบายการพัฒนากองทัพร่วมกัน หรือไม่แม้แต่จะใช่เรื่องการปฏิรูปกองทัพ แต่นี่คือนโยบายเขตทหารห้ามเข้า นโยบายเกี่ยวกับกองทัพของรัฐบาลชุดนี้ ได้ส่งสัญญาณว่าการปฏิรูปโดยรัฐบาลพลเรือนจะไม่เกิดขึ้นนอกจากสิ่งที่กองทัพออกแบบมาและอนุญาตให้ทำ ตนฟังและอ่านคำแถลงหลายรอบ เห็นว่าเราไม่ได้กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนอย่างที่นายกฯ แถลงไว้

แต่เรากำลังเข้าสู่รัฐบาลที่ไม่มีเจตจำนงในความเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็แย่กว่านั้น ชวนให้คิดได้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว รัฐบาลเศรษฐาหนึ่งได้กลายเป็นส่วนต่อขยายของรัฐบาลประยุทธ์ เพื่อพยายายามหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่าน เหนี่ยวรั้งสังคมไทยให้อยู่กับระบบการเมืองแบบเดิม โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมแบบเก่า และวัฒนธรรมแบบจารีตต่อไป

นี่คือนโยบายของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความสยบยอม หรือไม่ก็สมยอมกัน เป็นการสามัคคีปรองดองกันระหว่างชนชั้นนำทางการเมือง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและชนชั้นนำทางจารีต เพื่อรักษาระบบเดิมเอาไว้ นั่นคือระบบที่อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน ทหารมีอำนาจเหนือสังคม รัฐราชการรวมศูนย์ กฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ความมั่นคงอยู่เหนือพลเรือน ทุนใหญ่มีอำนาจเหนือระบบเศรษฐกิจ

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน