รัฐบาลเพื่อไทยข้ามขั้ว เป็นตัวแทนของระบอบอำนาจใหม่ อย่างที่โลกออนไลน์ล้อว่า “รัฐบาลหน้าเดิมเพิ่มเติมคือเพื่อไทย”

แต่ลึกลงไปกว่านั้น ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้ว่าเป็นการหลอมรวมชนชั้นนำ 3 ฝ่าย ได้แก่ ชนชั้นนำจารีต กองทัพ รัฐราชการ กับชนชั้นนำทางการเมือง และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ

หลอมรวมเพื่อโดดเดี่ยวก้าวไกล มุ่งสลายพลังเปลี่ยนแปลงทะลุเพดาน หวังอาศัยฝีมือบริหารของเพื่อไทยที่เหนือกว่าประยุทธ์ ช่วงชิงลดทอนพลัง 14.4 ล้าน

ซึ่งต้องยอมรับว่าเพื่อไทยมีฝีมือ และคงสร้างผลงานได้อย่างน้อยเฉพาะหน้า

9 ปี ระบอบประยุทธ์ ทำให้อำนาจอนุรักษ์ใหญ่โตมหึมา แต่สูญเสียอำนาจศรัทธาเหลือเพียงอำนาจดิบ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง การละเมิดสิทธิเสรีภาพ ความเน่าเฟะของรัฐราชการ ฯลฯ ทำให้ความโกรธเกลียดไม่พอใจพุ่งทะลุ

ผลเลือกตั้งสร้างความตกตะลึง ทำให้อำนาจอนุรักษ์หันมาใช้เพื่อไทย

โดยขณะเดียวกันก็สมประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งนักการเมืองอุปถัมภ์ ชนชั้นนำท้องถิ่น “บ้านใหญ่” ที่ก้าวไกลชนะปาร์ตี้ลิสต์คาบ้าน

กลุ่มทุนใหญ่ที่ตกเป็นเป้า “ทลายทุนผูกขาด” ก็มีบทบาทสำคัญ อยู่เบื้องหลัง “ดีล” ข้ามขั้ว

เปรียบง่ายๆ ว่า การหลอมรวมใหม่นี้เปลี่ยนไม้แข็งเป็นไม้นวม เปลี่ยนจากผู้นำแข็งกร้าว ไม่ฉลาด มาเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง ที่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า รับมือความขัดแย้งได้ดีกว่า แล้วหวังว่าสามารถยับยั้งการเปลี่ยนแปลง

ถ้าเปรียบเทียบย้อนอดีตก็คงคิดทำเหมือนหลัง 6 ตุลา 2519 รัฐบาลหอยขวาตกขอบทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ยิ่งเข้มแข็ง แต่ชนชั้นนำยุคนั้นปรับตัวเร็ว เกรียงศักดิ์ทำรัฐประหาร นิรโทษผู้นำนักศึกษา รีบร่างรัฐธรรมนูญมีเลือกตั้ง เปรมออกนโยบาย 66/23 เปลี่ยนเผด็จการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้ประชาธิปไตยใต้อำนาจนำมั่นคงมาเกือบ 30 ปี

แต่ยุคนี้สมัยนี้ หลังย่ำยีประชาธิปไตยจนยับเยิน ด้วยรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย 250 สว. ด้วยนิติสงคราม เพียงเปลี่ยนประยุทธ์เป็นเศรษฐา จะสร้างอำนาจมั่นคงยั่งยืนได้หรือ

รัฐบาลนี้แค่เริ่มตั้ง เพื่อไทยก็ถูกประณามจากคนเลือกก้าวไกล ซึ่งเป็นคะแนนเสียงในเขตพลังการผลิตก้าวหน้าที่สุดของประเทศ พูดอีกอย่างเกิด 2 นคราใหม่ หัวคะแนนธรรมชาติก้าวไกลมีทั้งสื่อ นักวิชาการ Influencers ด้านต่างๆ คุมโลกความคิดวัฒนธรรม ไว้เกือบหมด

เพียงแต่อีกด้าน FC ก้าวไกลแม้โกรธเพื่อไทยเพียงไร ก็ไม่เกลียดเท่าประยุทธ์ คนที่เคยร่วมต่อสู้กับเพื่อไทย ก็ยังมีเยื่อใยหรือท่าทีประนีประนอมกับเพื่อไทย ยังไม่ถือเป็นศัตรู

จึงเป็นโอกาสให้รัฐบาลเพื่อไทยได้หายใจ อย่างน้อย 3-6 เดือนแล้วต่อด้วยเงินหมื่นดิจิทัล

แต่ในระยะยาว ระบอบใหม่นี้จะลดอำนาจเบ็ดเสร็จ เปิดพื้นที่ประชาธิปไตยมากขึ้นได้เพียงไร เหมือนจากรัฐบาลหอย เผด็จการ 100% เป็นยุคเปรมครึ่งใบ ก็ทำให้ทุกอย่างผ่อนคลาย

รัฐบาลเพื่อไทยคงแก้รัฐธรรมนูญได้ไม่ถึงประชาธิปไตย 100% แต่แก้ได้เท่าไหร่ 30% 50% ถ้ายอดมะพร้าวเตี้ยเกินไป ความโกรธความไม่พอใจก็ปะทุ

เฉพาะหน้ายังมี 2-3 ประเด็นต้องรับมือ อันดับแรกคือ ข้อเรียกร้องให้นิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยเฉพาะม็อบราษฎรซึ่งรวมทั้ง 112

ประเด็นนี้แกนนำเพื่อไทยพูดไว้ตอนหาเสียง แม้ไม่แก้ไข 112 ก็ไม่ต้องการให้เด็กๆ ติดคุก ตอนตั้งรัฐบาล 8 พรรค ก้าวไกลจะใส่ MOU เพื่อไทยค้าน กลัวถูกตีความ “นิรโทษทักษิณ” ตอนนี้ทักษิณไม่เกี่ยวแล้ว เพื่อไทยจะทำไหม

เพื่อไทยไม่เกี่ยว? ม็อบคนรุ่นใหม่ก้าวไกลอยู่เบื้องหลัง? พวกนี้เลือกก้าวไกล? แหม ตอนนั้นยังเถียงกันว่าเพื่อไทยก็ช่วยนะ เพียงไม่สะดวกให้ สส.ไปประกันตัว

เอาง่ายๆ ในทางการเมือง ถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลโดยม็อบติดคุกเป็นร้อย แล้วยังหน้าตาเฉย ก็จะมีแรงกดดันทั้งในนอกประเทศ การเจรจาการค้า การประชุมเวทีโลก

ในแง่การต่อสู้แข่งขัน ถ้านิรโทษ 112 ก็จะทำให้ข้อเรียกร้องแก้ 112 ลดความร้อนแรง เท่ากับ “ปลดอาวุธก้าวไกล” ให้หันไปสู้กันในเรื่องอื่น

นี่ก็คล้าย 66/23 ของเปรม ถ้ามี 66/66 ก็จะทำให้บรรยากาศคลี่คลาย

เรื่องถัดไปคือถ้าพิธาถูกสอย หรือก้าวไกลถูกยุบ แม้เพื่อไทยบอกว่าไม่เกี่ยว ก็จะทำให้มวลชนลุกฮือ แม้ไม่ถือเพื่อไทยเป็นเป้าโดยตรง ไม่เกลียดอย่างประยุทธ์ แต่ความโกรธจะเพิ่มจนปกครองไม่ได้

สำคัญคือมันจะผลักคนสิ้นหวังระบบรัฐสภา ให้ไปสู้นอกสภา ไม่สามารถคุมให้อยู่ในครรลอง

เพื่อไทยจะใช้วิธีไหนก็ตาม ต้องหาทางต่อรอง เพื่อให้ตัวเองประคองไปได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน