“คนจนมีสิทธิไหมคะ” เงินหมื่นให้เขาไปเถอะ นักเศรษฐศาสตร์อยู่สบายแล้ว ไม่คิดถึงประชาชนกำลังลำบาก นักเศรษฐศาสตร์มีไม่กี่คน ประชาชนที่ต้องการมีเป็นล้านๆ รัฐบาลประยุทธ์กู้หนี้ท่วมหัวทำไมไม่ค้าน ฯลฯ
สารพัดวาทกรรมพรรคเพื่อไทยตอบโต้นักเศรษฐศาสตร์ อดีตผู้ว่า รองผู้ว่าแบงก์ชาติ ที่เข้าชื่อคัดค้านนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท
นายแบกนางแบกก็ฟาด พวกนี้เป็นสลิ่ม กปปส. เป่านกหวีด หนุนรัฐประหาร บิดเบือนจำนำข้าว ค้านมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยทำกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค
“คนจนมีสิทธิไหมคะ” ไม่ทราบอ่านคำแถลงหรือเปล่า 99 นักเศรษฐศาสตร์ก็บอกให้ช่วยเฉพาะคนจน อันที่จริง คนชั้นกลางต่างหากควรด่า ถ้ารัฐบาลทำตาม คงอดได้เงินหมื่นกันหมดเลย
แล้วถ้านโยบายนี้เกิดผลกระทบอย่างที่เตือนกัน เงินเฟ้อของแพง หนี้สาธารณะพุ่ง ดอกเบี้ยสูง ฯลฯ ใครได้รับผลกระทบ นักเศรษฐศาสตร์อยู่สบายแล้วไง
แน่ละ มันมีสาเหตุ ที่คำแถลงนักเศรษฐศาสตร์ “เข้าทาง” เพื่อไทย
หนึ่งคือ การเมืองยุคก่อนไทยรักไทย บริหารประเทศด้วยเทคโนแครตรัฐราชการ นักการเมืองเป็นแค่ปลัดประเทศ รัฐบาลทักษิณเข้ามาเปลี่ยนใหม่ ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งดูเหมือนเสี่ยง ท้าทาย แต่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ทักษิโณมิกส์ได้เครดิตเหนือเทคโนแครตเบ็ดเสร็จ
สองคือ นักวิชาการจำนวนมากรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ข้ามเส้นจากการมีความเห็นต่าง ไปหนุนม็อบพันธมิตร กปปส. ปูทางรัฐประหาร บางคนเข้าร่วมรัฐบาลทหาร บางคนเป็นพยานเอาผิดคดียึดทรัพย์ คดีจำนำข้าว
ทั้งที่ควรจะเป็นแค่ความเห็นต่าง เศรษฐศาสตร์สามารถเห็นต่างได้กว้างขวาง ถ้ารัฐบาลผิดก็ต้องรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่เอาผิดด้วยรัฐประหารตุลาการภิวัตน์
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเอาอดีตมาเหมาโหลตีตรา 99 นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งบางคนเกี่ยวข้องพันธมิตรนกหวีด แต่บางคนก็ไม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเหมาว่า คำเตือนด้านวินัยการเงินการคลังผิดเสมอไป ต้องเปิดให้ถกเถียงรับฟัง ไม่ใช่อ้างนกหวีดปิดปาก
เอาเข้าจริง “ประชานิยม” ในยุคทักษิณก็มีหลักวิชา พรรคไทยรักไทย 2544 มีนักวิชาการเพียบจนคุยว่า ดร.ล้นพรรค นโยบายหลักอย่างกองทุนหมู่บ้านก็มาจากธนาคารคนจนที่ NGO ทำเป็นตัวอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคก็มาจาก นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ชมรมแพทย์ชนบท ที่คิดอย่างถี่ถ้วนผ่านการทดลองมาแล้ว
นี่ต่างจากนโยบายเงินหมื่นดิจิทัล ซึ่งป่านนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเอาเงิน 5.6 แสนล้านมาจากไหน ชวนให้คิดว่าเป็นนโยบายที่ผุดขึ้นกลางสมรภูมิหาเสียง ระหว่างเพื่อไทยย่ำแย่
ยิ่งกว่านั้นถ้ามองข้าม 99 นักเศรษฐศาสตร์ ถามว่ามีนักเศรษฐศาสตร์นอกพรรคเพื่อไทยกี่คน สนับสนุนนโยบายนี้
กระทั่งศุภวุฒิ สายเชื้อ ขุนพลเศรษฐกิจเพื่อไทยเองก็ค้านว่าจะทำให้หนี้พุ่ง จีดีพีโตไม่ยั่งยืน
นักเศรษฐศาสตร์จึงมีสิทธิแสดงความเห็นต่างจากรัฐบาล ตราบใดที่ไม่เรียกหารัฐประหาร หรือสกัดขัดขวางด้วยกลไกกฎหมาย
สาธารณชนก็ต้องรับฟังใคร่ครวญชั่งน้ำหนัก รัฐบาลก็ต้องชี้แจง ซึ่งบางคนเสนอว่า จัดดีเบตกันเลยไหม แม้รัฐบาลคงยืนกรานแจกอยู่ดี แต่ต้องบันทึกไว้เกิดปัญหาอะไรต้องรับผิดชอบ
เช่น มีกรอบเกณฑ์วัดว่า ถ้าเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยพุ่ง จีดีพีไม่ยั่งยืน ตัวทวีคูณทางการคลังต่ำกว่า 1 ตามที่เตือน เศรษฐาและพรรคเพื่อไทยจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะนี่คือนโยบายเรือธง
อย่าบอกแบบมักง่ายว่า ถ้าล้มเหลวสมัยหน้าก็ไม่ต้องเลือกเพื่อไทย การเลือกตั้งมีหลายปัจจัย
ปมสำคัญของเงินหมื่นดิจิทัลคือ ความไม่ชอบธรรมทางการเมือง ข้อแรก ไม่สามารถอ้างสัญญาประชาคม เพราะเพื่อไทยได้แค่ 10.9 ล้านเสียง สส.141 คน ไม่ใช่ได้เสียงข้างมากเป็นฉันทานุมัตินโยบาย
สอง เงินหมื่นดิจิทัล กลายเป็นเสาค้ำความไม่ชอบธรรม ของการตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ตระบัดจุดยืน
นี่ไม่ใช่การพิสูจน์ตัวเองว่าเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้วมีฝีมือแก้เศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาความไม่พอใจทางการเมือง
คลื่นใต้น้ำของการแอนตี้นักเศรษฐศาสตร์ เชื่อ CEO “ทุนนิยมก็มีหัวใจ” ยังแฝงกระแสแอนตี้ “ปัญญาชนคนชั้นกลาง” ปลุกเกลียดชังนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อไทย
ไม่เว้นแม้นักวิชาการประชาธิปไตย ซึ่งเคยถูกเรียก “นักวิชาการแดง” พอไม่เอาเพื่อไทยข้ามขั้ว ก็กลายเป็น “สลิ่มเกลียดทักษิณ”
นักประวัติศาสตร์ค้านรถไฟความเร็วสูงผ่านเมืองเก่าอโยธยา โดนด่า “ถ่วงความเจริญ” NGO ค้านแลนด์บริดจ์ ก็คงโดนด่า มันเป็นสลิ่มมาก่อน
ประเทศนี้มีนักวิชาการไม่กี่คน ประชาชนเลือกเพื่อไทยสิบล้าน ไม่เห็นต้องฟังพวกปัญญาชนหอคอยงาช้าง ชีวิตสุขสบาย
ตรรกะบิดเบี้ยวแต่อ้าง “ประชาธิปไตยกินได้”