สว.เฉลิมชัย อัดนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่น ส่อขัดรัฐธรรมนูญ-วินัยการคลัง ขาดความรอบคอบ ไม่ชัดเจนเอาเงินมาจากไหน แนะร้องป.ป.ช. เอาผิดกกต. หลังปล่อยนโยบายนี้ออกมา

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 17 ต.ค.2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณารายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี 2565 โดยนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สว. อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีนโยบายแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต คนละ 10,000 บาท และมีผู้ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่ได้รับคำตอบว่าไม่ผิด เนื่องจากเป็นเงินงบประมาณของรัฐ ไม่ใช่เงินส่วนตัว

การที่ กกต.ตอบแบบนี้ เป็นการติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เนื่องจาก กกต.ไม่ได้นำกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา และตอนนี้ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะนำงบมาจากไหน และเห็นว่าน่าจะไปร้องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาว่า กกต. จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234 และ 235 ได้

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยทำผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ตั้งแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพราะไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่าย ปัจจุบันก็ยังไม่มีการชี้แจง สุ่มเสี่ยงขัดต่อการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องไม่บริหารโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกข่าวมาตลอดว่าจะไม่ใช้งบ จะไม่กู้ แต่จะใช้มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.การเงินการคลังของรัฐ คือมอบให้ธนาคารออมสิน จ่ายงบไปก่อนในโครงการนี้ แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้อยู่ในหน้าที่ อำนาจ และขอบเขตการตั้งธนาคารออมสิน และหากบังคับ ผอ.ธนาคารออมสินมากๆ ท่านอาจลาออก เนื่องจากท่านก็กลัวจะมีความผิดตามมาตรา 157

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า นายกฯ ยังให้ข่าวอย่างต่อเนื่องว่าในวันที่ 1 ก.พ. 2567 เงินดิจิทัลจะเข้าสู่ระบบ และประชาชนทุกคนจะได้เงิน แต่จะเอาเงินมาจากไหน ในเมื่อปฏิทินงบปี 2567 จะออกในเดือน เม.ย. 2567 แสดงว่า ครม.ต้องใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารของรัฐ หรือธนาคารออมสิน แต่เงินกู้ที่ได้มาก็ต้องเป็นเงินแผ่นดินเช่นกัน

จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และมีหลายหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบโครงการนี้ได้ ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีผู้ไปร้องแล้ว เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบโครงการนี้โดยตรง ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า สรุปแล้วโครงการเงินดิจิทัลมีข้อสงสัยมากคือ จะนำเงินงบมาจากไหน 5.6 แสนล้านบาท ทำไมไม่จ่ายเป็นเงินสดเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแลกเหรียญดิจิทัลกลับไปกลับมา 6% อีก 33,600 ล้านบาท ค่าจ้างทำโปรแกรมบล็อกเชนอีกกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท กรณีดังกล่าวหากเกิดเงินเฟ้อ สินค้าแพงขึ้น หนี้สาธารณะจะเพิ่มอีกเท่าใด จริงหรือไม่ที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุน 3 รอบ และได้ถามพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ว่าเห็นด้วย

นอกจากนี้การที่นายกฯเดินทางไป จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 14 ต.ค. แล้วปลุกระดมให้ชาวพิษณุโลกคัดค้านคนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเงินดิจิทัล ถือเป็นการพูดให้ประชาชนขัดแย้งแตกแยกกันเองหรือไม่ เหตุใดพรรคเพื่อไทยไม่คิดวิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยงให้รอบคอบรอบด้านก่อนออกมาเป็นนโยบายหาเสียง เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น กกต. ต้องกำหนดกลไกความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณานโยบายที่ไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบของความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการแจกเงินดิจิทัล เป็นการสัญญาว่าจะให้อย่างเห็นได้ชัด เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า แต่ กกต.กลับตีความว่าไม่ผิด

“หวังว่า กกต.คงไม่ปล่อยนโยบายแบบนี้ออกมาอีกในการเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า แต่ผมไม่ได้ไม่ให้ทำ ท่านจะทำก็ทำไป แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย และรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม” นายเฉลิมชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน