มติสภาฯ 262 ต่อ 162 ไม่เห็นด้วยกับ ญัตติก้าวไกล ชง ครม.ทำประชามติแก้รธน. จาตุรนต์ กังวลทำประชามติแก้รธน. แต่แก้รธน.ไม่ได้ ควรแก้พ.ร.บ.ประชามติก่อน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ต.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอ
นายพริษฐ์ กล่าวเสนอญัตติว่า พรรคก้าวไกลยืนยันว่าการแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาทั้งหมด แต่เราจำเป็นต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะฉบับปัจจุบัน มีปัญหาขาดความชอบธรรม ทั้งที่มา กระบวนการ เนื้อหา ดังนั้น ต้องมีสมาขิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)ที่มาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ร่าง
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนคำถามที่เรานำเสนอเพื่อใช้ถามในการทำประชามติ เป็นคำถามที่ทุกพรรคเมื่อสภาชุดที่แล้วนำเสนอไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่คำถามใหม่ เพราะเคยเสนอโดยนายณัฐวุฒิ บัวประทุม จากพรรคก้าวไกล และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย มาแล้วเมื่อปี 65 ยิ่งกว่านั้นญัตติคราวที่แล้ว เดือนพ.ย.65 ได้รับมติเอกฉันท์ท่วมท้นจากทุกพรรคหลัก
“ดังนั้น สส.ทุกคนที่เคยให้ความเห็นชอบ ผมเชื่อว่าเวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งปี คงไม่มีเหตุผลทำให้สส.เปลี่ยนจุดยืน แต่หากจะเปลี่ยนจุดยืน ผมหวังว่าสส.เหล่านั้นจะรับผิดชอบอภิปรายต่อสภาว่าทำไมจุดยืนถึงเปลี่ยนแปลงไป” นายพริษฐ์ กล่าว
จากนั้นได้เปิดให้สส.แสดงความคิดเห็น โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายตอนหนึ่งว่า ในการประชุมสส.พรรคเพื่อไทย วันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ส่งเสริมให้พิจารณาญัตติดังกล่าวในสภาฯ เพราะมีความสำคัญ และสภาฯไม่จำเป็นต้องขัดขวางหรือทำให้ญัตติดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณา เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องการความร่วมมือของทุกฝ่าย หากไม่มีฝ่ายค้านสนับสนุนอาจไม่สำเร็จ
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า กระบวนการทำประชามติตามกฎหมาย คือ ทำประชามติที่ใช้กติกาแตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ที่ใช้เสียงข้างมากเท่านั้น แต่ปัจจุบันมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ประชามติให้ถือเกณฑ์ผ่าน คือ การออกเสียงต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ คือ ต้องมีคนมาลงคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ ซึ่งการทำประชามติด้วยกติกาดังกล่าว ทำให้รัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติได้ยาก ทำให้ผู้ที่มีสิทธิไม่ออกมาใช้สิทธิเพื่อไม่ให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิถึงจำนวนกึ่งหนึ่ง เท่ากับการทำประชามติจะไม่ผ่าน
“ดังนั้น ผมเห็นว่าหากทำประชามติโดยไม่แก้กฎหมายประชามติก่อน เป็นความเสี่ยงอย่างสูงให้ประชามติไม่ผ่าน เนื่องจากกติกาพิศดารไปกว่ารัฐธรรมนูญ 50 และรัฐธรรมนูญ 60 และมีปัญหาในกระบวนการและความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และกลายเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ เท่ากับปิดโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายจาตุรนต์ กล่าว
จากนั้นนายพริษฐ์ กล่าวปิดญัตติว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อภิปราย หลังจากได้ฟังคำอภิปราย ตนสบายใจครึ่งหนึ่ง เพราะได้รับคำยืนยันจากตัวแทนพรรคที่จะเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
สำหรับข้อกังวลในการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 นั้น ขอชี้แจงว่าสาระสำคัญของญัตตินี้ ไม่ได้เป็นข้อเสนอของพรรคก้าวไกลว่าจะต้องแก้ไขข้อความใดๆ ในหมวด 1 และหมวด 2 แต่เป็นเพียงการบอกว่า หากจะแก้ไขมาตราใดๆ ควรให้ สสร.ไปถกกันว่าจะแก้ไขเรื่องอะไร แต่หลายคนอาจจะยังไม่สบายใจ ต้องเรียนว่าการแก้ไขไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐตามมาตรา 255 จึงไม่ต้องกังวล รวมถึงข้อความในหมวด 1 และหมวด 2 มีการแก้ไขมาตลอด นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดไว้ว่าจะหากผ่าน 3 วาระแล้วต้องทำประชามติ
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า พรรคก้าวไกลไม่กังวลว่าคณะกรรมการศึกษาประชามติของรัฐบาล จะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่กังวลว่าจะมีความเห็นต่างหรือเหมือนกับคำถามประชามติที่พรรคก้าวไกลเสนออย่างไร ทั้งนี้ กรณีที่พบว่ามีการปรับเปลี่ยนกรรมการเพราะไม่ให้ สส.เข้าไปเป็นกรรมการศึกษา ดังนั้น หากจะให้ สส.ก้าวไกลแสดงความเห็นต่อรัฐบาล จำเป็นต้องใช้เวทีสภาฯ และถือเป็นการใช้เวทีทางแจ้งที่จะดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม หลังจากสส.อภิปรายครบถ้วน และรวมเวลาพิจารณากว่า 4 ชม. สภาฯ ได้ลงมติผลปรากฏว่า เสียงข้างมาก 262 เสียงไม่เห็นชอบ ต่อ 162 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง ถือว่าญัตติดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ