สภาผู้บริโภค ท้วง‘พีระพันธุ์’ ลดภาษี ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันอาจไม่ลด ถ้าไม่คุมค่าการตลาดน้ำมัน ชง 4 แนวทางปรับโครงสร้างราคาน้ำมันต้นทาง

ตามที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ระบุ ครม.เห็นชอบ ลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท และให้กองทุนน้ำมันบริหารจัดการเพิ่มอีก 1.50 บาท ดึงราคาโซฮอล์ 91, 95 ลงให้ได้รวม 2.50 บาท ตามที่ได้เสนอไว้ ตั้งเป้ามีผล 3 เดือน เริ่ม 7 พ.ย.นั้น

วันที่ 1 พ.ย.2566 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แนวทางการลดราคาน้ำมันเบนซิน ด้วยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น เป็นแนวทางที่สภาผู้บริโภค ยื่นเสนอต่อนายพีระพันธุ์ เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเสนอให้ลดฐานภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลจาก 3.67 บาทต่อลิตร ให้เหลือไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร และลดฐานภาษีสรรพสามิตกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล 95 จาก 5.85 บาทต่อลิตร ให้เหลือไม่เกิน 2.50 บาทต่อลิตร เพื่อให้ส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลต่างกันไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร

การที่กระทรวงการคลังเสนอต่อนายพีระพันธุ์ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินทั้งกลุ่ม จึงเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับที่สภาผู้บริโภคเสนอ แต่การลดภาษีน้ำมันลงมาเพียง 1 บาท เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรายได้การคลังของรัฐบาล แต่ทำให้ต้องหันมาใช้การบริหารเงินกองทุนน้ำมันเข้ามาประกอบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องจากกระทรวงพลังงานยังไม่เดินหน้าจัดการปัญหาโครงสร้างราน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมไปด้วยกัน คือยังปล่อยให้ราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันในประเทศอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ บวกค่าขนส่งทิพย์จากสิงคโปร์ ปล่อยให้ราคาเอทานอลที่ใช้ผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์มีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันเบนซินสำเร็จรูปมากกว่า 6 บาทต่อลิตร ที่สำคัญสุดคือยังไม่สามารถควบคุมค่าการตลาดน้ำมันกลุ่มเบนซินได้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มน้ำมันเบนซินมีค่าการตลาดสูงร่วม 4 บาทต่อลิตร

ดังนั้น เมื่อปรับลดภาษีน้ำมันลงมา 1 บาทต่อลิตร และลดการเก็บเงินกองทุนน้ำมันกับแก๊สโซฮอล์ 91 จาก 2.80 บาทต่อลิตรเหลือเก็บอยู่ที่ 1.30 บาทต่อลิตร หากไม่มีการคุมค่าการตลาดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ไม่มีการคุมเพดานราคาขายปลีกหน้าปั๊มเหมือนราคาน้ำมันดีเซล เงินส่วนต่างที่รัฐบาลลดได้จากภาษีและกองทุนน้ำมัน จะไหลไปลงที่ค่าการตลาดเป็นรายได้ของผู้ค้าน้ำมัน โดยเฉพาะผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 40 และจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันไม่ลดลงเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ รมว.พลังงานและประชาชนผู้ใช้น้ำมันคาดหวังก็เป็นได้

ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ รมว.พลังงาน เร่งปรับแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันที่ต้นทางโดยเร็ว ดังนี้

1.ให้ยกเลิกการใช้ E85 เพราะราคาเอทานอลของไทยสูงกว่าตลาดต่างประเทศ และสูงกว่าราคาเบนซินสำเร็จรูปเกินกว่า 6 บาทต่อลิตร จึงทำให้ E85 จากโรงกลั่นมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันเบนซินทุกชนิด

2.ให้เร่งควบคุมค่าการตลาดน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หรือให้ควบคุมเพดานราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้ง 95 และ 91 เพื่อป้องกันไม่ให้เงินภาษีและกองทุนน้ำมันที่รัฐลดการจัดเก็บ ไหลไปอยู่ที่ค่าการตลาดน้ำมันจนสูงเกินควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันและผู้ค้าน้ำมันรายย่อยไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้น้ำมันรายใหญ่

3.ให้ยกเลิกสูตรราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น อิงราคาสิงคโปร์ได้ แต่ต้องไม่บวกค่าขนส่งทิพย์

4.ให้คุมเพดานราคาเอทานอลที่ใช้ผสมน้ำมันเบนซิน ต้องไม่สูงกว่าราคาน้ำมันเบนซินสำเร็จรูป เพื่อไม่ให้ราคาแก๊สโซฮอล์ที่หน้าโรงกลั่นสูงเกินควร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน