ในที่สุด เงินหมื่นดิจิทัลก็ออกมาในแนวขยัก “เกือบถ้วนหน้า” เพียงตัดผู้มีรายได้เกิน 7 หมื่นบาทขึ้นไป และมีเงินฝากเกิน 5 แสน

ฟังเหมือน Win-Win ได้ทั้งสองอย่าง คือได้ชื่อว่า “ไม่แจกคนรวย” ตามเสียงทักท้วง และยังปูพรม “เกือบถ้วนหน้า” ตามแบรนด์ไทยรักไทย ไม่ต้องให้ระบบราชการไปจำแนกแยกแยะใครจนน้อยจนมาก แบบบัตรคนจนประยุทธ์

ส่วนที่อาจมีข้อถกเถียง เงินเดือน 6.9 หมื่น เงินฝาก 4.9 แสน อยู่คฤหาสน์ 200 ล้าน รัฐบาลคงบอกช่างมันเหอะ เป็นคนจำนวนน้อย เสียแรงเสียเวลาไล่จับ

อย่างไรก็ตาม ที่นักเศรษฐศาสตร์ทักท้วง ไม่ใช่ประเด็นแจกคนมีตังค์ ที่พวกเขาทักท้วงคือ ไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวงเงินมหาศาลขนาดนี้ ที่ประเทศอื่นทำ เช่น อเมริกา สิงคโปร์ เขาทำช่วงโควิด ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น แต่อยู่ในสถานการณ์ไม่แน่นอน การทุ่มเงินโดยสร้างภาระหนี้ 5 แสนล้าน จึงเสี่ยงมากหากเศรษฐกิจผันผวนในหนทางข้างหน้า

มองมุมกลับกัน นักเศรษฐศาสตร์น่าจะไม่ค้าน การเติมเงิน 1 แสนล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ซึ่งคงใช้กับนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ เพราะมองเห็นอนาคตกว่า เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจได้มากกว่า

เพราะนักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมด (ไม่ใช่แค่ 80-90 คน) เห็นว่าเศรษฐกิจไทยควรผ่าตัดหรือบำบัดรักษามากกว่าใช้ยากระตุ้นระยะสั้น

พูดกันจริงๆ นโยบายหาเสียงว่า ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแล้วจะแจกเงินหนึ่งหมื่นบาทนั้น ถ้าเป็นพรรคอื่นคงโดนหัวร่องอหาย “นโยบายสิ้นคิด” แต่พอพรรคเพื่อไทยเอามาขาย ก็เหมือนมีมนต์วิเศษ เชื่อเหอะน่า เขาต้องมีทีเด็ดซ่อนไว้ ไอ้พวกนักวิจารณ์เดี๋ยวจะหน้าหงาย

ที่ไหนได้ คนของพรรคเพื่อไทยนั่นแหละให้ข่าวสับสนขัดกันเอง

ทีเด็ดของนโยบายนี้ที่พูดไว้ คือหวังจะสร้างระบบการชำระเงินใหม่โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน โปร่งใส ปลอดภัย น่าเชื่อถือ นำประเทศเข้าสู่มิติใหม่ ฯลฯ

ที่ไหนได้ พบว่าบล็อกเชนไม่สามารถรองรับคน 50 กว่าล้าน ต้องกลับมาใช้แอพเป๋าตังค์

นโยบายแจกเงินนั้นแน่นอนว่าได้รับความนิยม “คนจนมีสิทธิไหมคะ”

ปัญหาคือมันวัดผลได้ยาก วัดความรับผิดชอบได้ยาก กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มการผลิตเพิ่มการจ้างงานจริงไหม เก็บภาษีได้ 3 รอบ 6 รอบจริงไหม ถ้าไม่ได้ผล รัฐบาลก็อาจโทษปัจจัยอื่น หรือถ้าได้ผลเพราะเศรษฐกิจโลกดีพรวดพราด การส่งออกการจ้างงานพุ่งพรวด รัฐบาลก็คงตีปี๊บว่าเพราะแจกเงินหมื่น

รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์จึงควรกำหนดดัชนีชี้วัด ว่าดำเนินนโยบายนี้แล้วได้ผลเพียงไร คุ้มหรือไม่กับการเป็นหนี้ 5 แสนล้าน ไม่งั้นก็จะได้แต่เถียงกันทางการเมืองโดยอาศัยว่าใครมีกระบอกเสียงมากกว่า

พูดกันจริงๆ นโยบายเรือธงที่น่าให้ความสำคัญมากกว่าคือ 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ แม้โดนอำว่า ซอฟต์เพาเวอร์คืออะไร แต่เห็นได้ว่ารัฐบาลต้องการให้แต่ละครอบครัวมีลูกหลานทำอาชีพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ทำไร่ทำนาหรือเป็นคนงาน

แต่ภายใต้การสยบยอมอำนาจอนุรักษนิยม ซึ่งครอบงำความคิด ควบคุมหลักสูตรการศึกษา กอ.รมน.เดินสายอบรมนักเรียน ก็จำกัดความคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ความกล้าทดลองสิ่งใหม่อยู่ในตัว

รัฐบาลเพื่อไทยบริหารครบ 60 วัน เห็นอะไร เห็นความเป็นนักการเมืองเก๋าเกม นักธุรกิจ นักการตลาด จับจุดขายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาใจประชาชน ลดค่าไฟ ลดน้ำมัน รถไฟฟ้า 20 บาท โดยใช้การลดภาษีและผลักหนี้ให้รัฐวิสาหกิจ (แน่ละ เรื่องง่ายๆ แต่ประยุทธ์ไม่ยักทำ) ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว พักหนี้เกษตรกร การทูตเซลส์แมน (แม้ต้องวัดระยะยาวว่า ขยายการค้าการลงทุนได้หรือไม่ แต่ก็ทำให้คนรู้สึกเชิดหน้าชูตากว่าประยุทธ์)

แต่ในทางกลับกัน ก็ยังแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังไม่เข้าสู่ปัญหาที่ฝังรากลึก โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบ-ไม่ยุบ กอ.รมน. ไม่ซื้อเรือดำน้ำซื้อเรือฟริเกต ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฯลฯ ซึ่งค้ำคอเพื่อไทยด้วยจุดยืนในอดีต

ปัญหาปากท้องก็มีด้านที่เป็นโครงสร้าง เช่น ต้นทุนค่าไฟ ต้นทุนการผลิต ทั้งสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ราคาอาหาร ราคาน้ำตาล ฯลฯ ปัญหาโครงสร้างก็มีที่ลงมาถึงระดับบ้านๆ แบบส่วยสติ๊กเกอร์ ทำกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต

พูดอย่างนี้ไม่ใช่ปรามาสว่าแก้ไม่ได้ แต่ 60 วันยังไม่เห็นของจริง เป็นแค่ช่วงยังไม่หมดโปร

ขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้แสดง “มนต์ขลังทางเศรษฐกิจ” นอกจากแจกเงิน ซึ่งพูดกันจริงๆ หลังยุครัฐบาลไทยรักไทย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน OTOP ก็ไม่ค่อยมีมนต์ขลังให้เห็นอีก

รอดูอยู่นะ ว่าเงินหมื่นดิจิทัลจะเป็นมนต์วิเศษได้อย่างไร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน