กมธ.พัฒนาการเมือง ถกแก้กม.ประชามติ ปลดล็อกโอกาสคว่ำแก้รธน. “พริษฐ์” เสนอ 4 ทางเลือก ด้าน “กกต.” ไม่ขวาง แต่ห่วงปมฉันทามติอาจกลายเป็นข้อโต้แย้งในอนาคต

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 พ.ย. 2566 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแนวทางปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งได้เชิญนายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาวาระดังกล่าว กมธ.ได้ซักถาม กกต. ถึงข้อติดขัดหรือข้อขัดข้องของการแก้ไขพ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 13 ว่าด้วยเกณฑ์ที่เรื่องซึ่งนำมาออกเสียงประชามติจะผ่าน คือ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า มาตรา 13 ของพ.ร.บ.ประชามติ ต้องใช้เสียงข้างมากถึง 2 ชั้น ซึ่งกังวลว่าจะกระทบต่อการออกเสียงประชามติทุกเรื่องในอนาคต ไม่เฉพาะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น อีกทั้งข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดการได้เปรียบจากฝ่ายที่ไม่อยากให้เรื่องที่ออกเสียงประชามตินั้นได้รับความเห็นชอบ เพราะไม่ต้องรณรงค์ใดๆ เพียงแค่ให้ผู้มีสิทธินอนอยู่บ้าน ไม่ออกไปใช้สิทธิ เท่ากับเพิ่มโอกาสคว่ำประชามติได้

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ขณะนี้มี 4 ทางเลือก คือ 1.คงไว้ตามกฎหมายเดิม 2.ปรับปรับปรุงโดยใช้เกณฑ์ 25% ผู้มีสิทธิที่มาออกเสียงและเสียงเห็นชอบ 3.ตัดออกทั้งหมด และ 4.ตามข้อเสนอของอนุกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติ ที่ระบุว่าให้ใช้เกณฑ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ ขณะที่เสียงเห็นชอบนั้นให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ขณะที่ นายกิตติพงษ์ ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์ของมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ประชามติปัจจุบัน มีเนื้อหาที่ปรับมาจากกฎหมายประชามติ ปี 52 ที่ระบุว่าให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนน ซึ่งถูกแปรว่าต้องเกินกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในการปรับแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ กกต.ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เพราะเป็นฝ่ายปฏิบัติ แต่ต้องคำนึงสิ่งที่จะกลายเป็นข้อโต้แย้งในอนาคตในประเด็นของฉันทามติหรือไม่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมยังได้ซักถามถึงประเด็นคำนิยามของคำว่าเสียงข้างมากของคะแนนประชามติตามที่ผู้มีสิทธิมาลงคะแนน ซึ่งในอนาคตการตั้งคำถามประชามติ อาจไม่มีเฉพาะทางเลือกว่า เห็นชอบหรือไม่เท่านั้น

โดยนายพริษฐ์ ตั้งคำถามว่า ในอนาคตหากจะทำประชามติเลือกเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีมากกว่า 3 ทางเลือก ดังนั้น คำนิยามของเสียงข้างมากจะขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนที่มากกว่าทางเลือกอื่นหรือไม่

ทั้งนี้ กกต.ยอมรับว่า ต้องปรับปรุงระเบียบของ กกต. ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติ เพราะขณะนี้ตามระเบียบของ กกต. กำหนดหลักปฏิบัติเพียงแค่ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียงเท่านั้น ขณะที่ พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ได้กำหนดวิธีการหรือรายละเอียดไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับแนวคิดต่อการปรับแก้ พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 13 นั้น พบว่ากมธ.ในฝั่งพรรคก้าวไกล ได้แก่ นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ สส.ระยอง และนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา สนับสนุนและมองว่าควรใช้เกณฑ์ 25%

ขณะที่กมธ.ที่มาจากต่างพรรค คือ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวสนับสนุน เพราะมองว่า หากไม่แก้พ.ร.บ.ประชามติ อาจจะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาได้ เพราะไม่มั่นใจว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติหรือไม่ ขณะที่ทุกพรรคการเมืองล้วนเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ

ทำให้นายพริษฐ์ กล่าวขึ้นว่า การแก้พ.ร.บ.ประชามติ ต้องละจุดยืนของการแก้รัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพราะเมื่อมีปัญหาในทางปฏิบัติต้องหาทางแก้ไข ซึ่งเป็นความร่วมมือของฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ต้องร่วมมือกัน ขณะที่การแก้ไขพ.ร.บ.ประชามตินั้น เข้าใจว่าจะใช้การประชุมร่วมกันของรัฐสภาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กมธ.ยังตั้งประเด็นเกี่ยวกับการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งมาตรา 17 ของพ.ร.บ.ประชามติ เปิดโอกาสให้องค์กรและพรรคการเมืองดำเนินการได้ แต่สามารถแสดงจุดยืนส่วนตัวได้หรือไม่ โดยนายกิตติพงษ์ ชี้แจงว่า ตามเจตนารมณ์องค์กรและพรรคการเมืองสามารถจัดเวทีได้ สามารถแสดงความเห็นได้อย่างมีเหตุมีผลเพื่อประกอบให้ประชาชนได้ตัดสินใจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน