พรรคก้าวไกลแสบจี๊ด เสนอทำประชามติ 3 คำถาม คำถามหลัก “เห็นชอบหรือไม่ที่ควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย ส.ส.ร.”
คำถามพ่วง “เห็นด้วยหรือไม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยคงไว้ในหมวด 1 หมวด 2” และ “เห็นชอบหรือไม่ที่จะให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด”
เดิมพันร้อยบาทขี้หมาไม่เอา รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีทางยอม โดยเฉพาะคำถามพ่วงข้อแรก เครือข่ายอำนาจไม่มีทางยอมให้ทำประชามติ “แก้-ไม่แก้ หมวด 1 หมวด 2” มีแต่จะมัดรวม “เห็นชอบหรือไม่ที่ควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยคงหมวด 1 หมวด 2 ไว้”
แต่ปัญหาสำคัญคือ การตั้งคำถามมีผลต่อประชามติ ระหว่างคำถามกว้าง เห็นชอบหรือไม่ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ Vs คำถามจำกัด เห็นชอบหรือไม่ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 อาจทำให้คนเห็นชอบลดลง หรือนอนอยู่บ้านดีกว่า ไม่ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งโดยนัยจะมีผลเท่ากับเห็นชอบให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป
ประชามติครั้งแรกมีความสำคัญ แม้อันที่จริงไม่จำเป็นต้องทำ แก้ไปก่อนแล้วค่อยทำก็ได้ แต่เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 ระบุว่า “รัฐสภามีหน้าที่และอํานาจจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่…”
จึงจำเป็นต้องทำ และมีนัยสำคัญ เพราะศาลชี้ว่าประชามติครั้งแรกจะมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 พูดอีกอย่างคือ “ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนา” ลงประชามติ “ยกเลิกรัฐธรรมนูญรัฐประหาร”
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ประชามติครั้งนี้เท่ากับ “ฉีกรัฐธรรมนูญรัฐประหารโดยอำนาจประชาชน”
หากตั้งคำถามจำกัด ทำให้ประชามติไม่ผ่าน หรือคนโหวตลดลง ก็ลดพลังแก้ไขรัฐธรรมนูญจากที่แก้ยากอยู่แล้ว
รัฐธรรมนูญมาตรา 256(8) “ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ…ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ”
ซึ่งแปลว่าแก้ได้ ไม่ห้ามแก้ และมองข้ามช็อตก็เชื่อว่าภายใต้อำนาจปัจจุบัน ส.ส.ร.ไม่แก้หรอก ไม่ควรล็อกทั้งที่รัฐประหารทุกครั้งก็แก้
แต่นั่นแหละ เครือข่ายอำนาจไม่ยอม รัฐบาลคงต้องตั้งคำถาม เห็นด้วยหรือไม่ แก้รัฐธรรมนูญยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 โดย ส.ส.ร.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
ซึ่งแปลว่า ส.ส.ร.จะมาจากการแต่งตั้งตามโควตา โดยอ้างคนพิการ กลุ่มสตรี LGBTQ คนชายขอบ แต่สุดท้ายได้เนติบริกร ได้โควตา สว.
คำถามข้อใหญ่ พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล อยากแก้อะไร ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยถูกกระทำมา 17 ปี อยากแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนมีอำนาจเต็ม บังคับบัญชากองทัพ รัฐราชการ ไม่ถูกเตะตัดขาจากองค์กรอิสระ ที่เปรียบเหมือนอำนาจที่ 4 ไม่ควรกำหนดคุณสมบัติ สส. รัฐมนตรี จุกจิก จนให้อำนาจกฎหมายตีความกว้าง แบบตีความตามพจนานุกรมก็ยังได้
ถามว่าปัจจุบันพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วแล้วยังอยากแก้ไหม “นิติสงคราม” ก็ใช้กับพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยปลอดภัยตราบใดที่ยังสวามิภักดิ์
ลึกๆ แล้วเชื่อว่าเพื่อไทยอยากแก้ แต่ไม่รู้จะแก้ตรงไหน ตรงนี้ก็ไม่กล้าแตะ ตรงนั้นก็ไม่กล้าแก้
ทั้งที่ สว.ตู่ตั้งกำลังจะหมดวาระ ทั้งที่องค์กรอิสระกำลังเสื่อมทรุด กกต.เจ้าของรางวัลโปร่งใส เพิ่งแจกใบดำใบแดงได้ใบเดียวหลังเลือกตั้ง 6 เดือน โดยประชาชนจับให้ มีทั้งภาพทั้งคลิปพยานหลักฐานครบ ส่งให้ถึงหน้าตัก กกต.ไม่เคยจับได้เอง จับผิดแต่เอกสาร
ป.ป.ช.ผู้มอบรางวัลโปร่งใส ก็ยื้อคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลคดีนาฬิกาเพื่อน
รัฐบาลเพื่อไทยจะกล้าแก้รัฐธรรมนูญรื้ออำนาจเหล่านี้ไหม แค่พูดยังไม่พูด
รัฐธรรมนูญ 2560 นั้นสารพัดพิษ ปูหญ้าพิษทับซ้อนกันหลายชั้น การทำประชามติ การแก้ไขและยกร่างใหม่ ต้องใช้พลังทะลุทะลวงมหาศาล ต้องรณรงค์อย่างกว้างขวาง เปิดเวทีถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งกว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่เห็นเลย จากรัฐบาล
แม้อาจพูดว่ายังไม่ถึงเวลา แต่จุดยืน ท่าที ความเข้มแข็งที่เคยมี ก็ลดถอยไปจนไม่เชื่อมั่น เหมือนท่าทีต่อกองทัพ ต่อเรือดำน้ำ ต่อ กอ.รมน.
ระบอบชนชั้นนำไม่มีวันยอมให้แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อไทยก็อึกอัก จะทำสำเร็จต้องใช้ก้าวไกลเป็นหัวหอกรณรงค์อย่างเข้มแข็งกว้างขวาง โดยมีเพื่อไทยหนุนหลังหรือขยิบหูขยิบตา หรือทำเป็นหลับตาในบางเรื่อง หากยังมีจุดร่วมทางประชาธิปไตย
แต่ดูทิศทางแล้วเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า ทุกคนก็รู้ดี