เศรษฐา สวนคนด้อยค่า ซอฟต์พาวเวอร์ จัดสงกรานต์ตลอดเดือน ลั่นหากสติดี คงทราบคืออะไร ฟาด ททท.ไม่ให้ความสำคัญท่องเที่ยวเมืองรอง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 ธ.ค.2566 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวปาฐถกาพิเศษ ในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส. ตอนหนึ่งว่า เรื่องควิกวินที่มีหลายคนไปด้อยค่า ตนก็มีส่วนผิดที่ใช้คำว่าคลิกวินบ่อย ต้องเปลี่ยนศัพท์แสงใหม่บ้าง ขณะที่การหารายได้ต้องสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว มีการออกวีซ่าฟรีให้จีน คาซัคสถาน และอินเดีย แต่ยังมีปัญหาเรื่องเที่ยวบินใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา

ขณะเดียวกันจะสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีหลายอย่างที่คนไทย หรือชาวต่างชาติก็ควรรับทราบ แต่น่าเสียดายว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ยังไม่ให้ความสำคัญ จึงสั่งการให้ทำตรงนี้เยอะขึ้น หลายรัฐบาลพูดไว้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนโควิดระบาด มี 42 ล้านคน แต่ขณะนี้อยู่ที่ 25 ล้านคน แต่เหนือสิ่งอื่นใดไม่จำเป็นต้องเป็น 42 ล้านคน แต่การใช้จ่ายรายหัวและจำนวนวันอาศัย เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า คำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ ในวิถีการเมืองก็ไปด้อยค่าต่างๆ นานา แต่ตนเชื่อว่าทุกคนทราบคำว่าซอฟต์พาวเวอร์คืออะไร หลายเรื่องในประเทศไทยมีจุดแข็ง สงกรานต์ก็เพิ่งได้รับการยกย่องจากยูเนสโก เป็นมรดกโลกเชิงวัฒนธรรม ซึ่งในปีหน้าจะจัดสงกรานต์ทั้งเดือน แต่ไม่จำเป็นต้องสาดน้ำกันทั้งเดือน ถ้าใครอยากจะสาดก็สาด แต่เชื่อว่าคนที่มีสติดีจะทราบว่าสงกรานต์ทั้งเดือนคืออะไร เหมือนตรุษจีนที่มีการจัดงานหลายวัน

ตนเชื่อว่าขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของไทยเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสิ่งที่ต่างชาติอยากจะทราบ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ และมีอีกหลายอย่างที่สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างมวยไทย มวยไทยที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างหนึ่ง ที่มีคำว่าไทยอยู่ หากไม่นับเรื่องอาหารการกิน มวยไทยถือเป็นซอฟท์พาวเวอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

“9 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่มีตัวตนในโลก ไม่มีการลงนามเขตการค้าเสรี หรือ FTA ซึ่งต้องขยาย FTA วันนี้เวียดนามแซงเราไปแล้ว และยืนยันว่าจะไม่มีการขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดจากลาวให้กับสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการดึงนักลงทุน ต้องพูดตามตรง ผมจำเป็นต้องโหด”นายเศรษฐา กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ใช้เวลาเพื่อยกระดับไม่ให้ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ นโยบายของเราจะเสนอพ.ร.บ.กู้เงินครั้งใหญ่ ตนเชื่อว่าในที่นี้ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

จากที่ไปร่วมประชุมเอเปค เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในภาพเห็นจับมือตบไหล่กันอย่างสวยหรู แต่ข้างหลังก็ถือมีดกันอยู่ทุกคน ซึ่งจีนกับสหรัฐตกลงกันชัดเจนมีเพียงเรื่องเดียวคือ ไม่กดปุ่มนิวเคลียร์ยิงใส่กัน ที่เหลือก็สู้กันตายไปข้างหนึ่งในเรื่องการค้า ฉะนั้นเรื่องการย้ายฐานการผลิตต่างๆ มาที่เมืองไทย ซึ่งไทยดำรงในเรื่องของความเป็นกลาง ไม่ได้เอียงไปทางสหรัฐหรือจีน

“คนจีนถือเป็นพี่ใหญ่ อเมริกาถือเป็นบิ๊กบอส เราไปได้กับทุกคน ซึ่งผมได้ไปเจรจาตรงนี้ ก็เข้าใจในหลายอย่าง ซึ่งในห้องประชุมใหญ่ มีการปราศรัยกันดี แต่พอเข้าห้องรับรองที่ไม่มีนักข่าว ก็มีการกอดคอ ชี้หน้าด้อยค่ากันและกัน เยอะไปหมด ซึ่งเราเองแม้จะตัวเล็กๆ แต่ก็มีความภาคภูมิใจ และต้องพยายามดึงนักลงทุนมาประเทศไทยให้ได้” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวว่า ยอมรับว่าตนเป็นเซลล์แมน ต้องวิ่งสู้ฟัด และในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นรถสันดาบ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องว่า เราโปรโมทรถ EV เยอะเกินไป แต่มันเป็นเทรนของโลกและเราต้องทำ

“ผมจะทำ EV ก็เรื่องของผม แต่คุณต้องการอะไรก็บอกมา คนไทยเชื้อสายจีนไม่เคยลืมต้นน้ำ ใครรักเรา ใครดีกับเรา เราจะดีด้วย เราจะจำไว้และเราจะทดแทนบุญคุณเขา ผมบอกกับนายกฯญี่ปุ่นอย่างนี้ และวันนี้เราก็มีการเจรจาเป็นจำนวนมากว่าเราจะช่วยเรื่องการประกอบรถสันดาปอย่างไร โดยจะมีมาตรการทางภาษี” นายกฯ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน