“จุรินทร์” ลุกอภิปรายงบปี 67 ซัด รัฐบาล ว่าแต่ยุค “ลุงตู่” กู้เก่ง แต่ตัวเองก็กู้หนัก แซะ ระเบียบศรีธนญชัย กรมราชทัณฑ์ ให้นักโทษเสวยสุข ติดคุกที่บ้านได้
เมื่อเวลา 11.52 น. วันที่ 3 ม.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 3.48 ล้านล้านบาท ระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 67 มีความสำคัญ ถ้าเสนอแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา รัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา
แต่ตนก็เชื่อรัฐบาลคงเกณฑ์คนมาลงเสียงให้ผ่าน และตนเชื่อว่าร่างนี้จะผ่านการเห็นชอบ เพราะรัฐบาลมีเสียงเบ็ดเสร็จถึง 314 เสียง ถ้าไม่ผ่านท่านนายกฯ ต้องเลิกใส่ถุงเท้าแดงได้แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่ในการสนับสนุนร่างนี้ และฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ทั้งตัวงบประมาณและตัวผู้ใช้งบ
ร่างงบประมาณนี้เป็นร่างแรกของรัฐบาลชุดนี้ เกิดจากการเอางบปี 67 ของรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ มารื้อทำใหม่หมด ส่งผลให้ปฏิทินงบนี้ล่าช้าไปกว่า 9 เดือน นอกจากช้าเพราะรัฐบาลชุดนี้ใช้เวลาไปตั้งรัฐบาลแบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหลายเดือน
แต่หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติที่จะรื้อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายงบประมาณชุดที่แล้ว ก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาได้ ทำให้งบประมาณนี้ไปบังคับใช้ในเดือน พ.ค. 67 ฉะนั้นจึงส่งผลให้งบประมาณฉบับนี้เป็นง่อย เพราะงบประมาณทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาท รัฐบาลมีเวลาใช้เงินเพียงแค่ 5 เดือน จากปกติจะใช้ได้ 12 เดือน เท่ากับว่ามีเวลาใช้เงินเพียง 40%
นอกจากนั้น ประสิทธิภาพในการใช้เงิน โดยเฉพาะงบลงทุนของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเพียง 70% นั่นจึงทำให้งบนี้เป็นง่อย ไม่สามารถเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่รัฐบาลวาดหวังได้อย่างเต็มร้อย โดยเฉพาะคนใช้งบที่ตอนนี้มีรัฐมนตรีอยู่ 34 คน โลกลืมไปสักกี่คนแล้ว
นายกฯ พยายามตีปี๊บกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะจะมีผลต่อจีดีพี ร้อยละ 18 ถ้างบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเป็ดง่อย และที่สำคัญหลังนายกฯ สั่งรื้องบ ไปมอบนโยบาย 5 ข้อให้ทำงบประมาณใหม่ พอมาวันนี้ไม่มีอะไรใหม่ หลายเรื่องแย่กว่าเดิม มี 4 ประเด็นที่เห็นชัด
ประการแรก งบนี้มีการขาดดุล และจะขาดดุลต่อไปตลอดอายุของรัฐบาลชุดนี้ ที่บอกว่า 4 ปีจะขาดดุลตลอดนั้น ตนไม่ได้มโน เพราะอยู่ในแผนการคลังของรัฐบาลที่ ครม. มีมติไว้เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 66
ประการที่ 2 งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนการลงทุนน้อยกว่าเดิม แล้วเอาไปเพิ่มให้งบประจำ แบบนี้จะเอาไปกระตุ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างไร
ประการที่ 3 งบกลาง ดูผิวเผินลดลง แต่มันลวงตา เพราะงบกลางรวมๆ ปี 66 นั้น 18.5% ของงบรวม แต่พอมาปี 67 ลดลง 17.4% แต่ถ้าไปดูในไส้ใน งบประมาณที่เป็นงบสำคัญ คือ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ที่นายกฯ และรัฐบาลนี้ บางพรรคที่วิจารณ์รัฐบาลก่อนๆ ปรากฏว่าแทนที่จะลดกลับกลายเป็นเพิ่ม งบปี 66 จัดไว้ 92,400 ล้านบาท มาปี 67 จัดเพิ่ม 98,500 ล้านบาท แบบนี้ว่าแต่เขาอิเหนาทำหมด
และประการที่ 4 งบประมาณฉบับนี้เป็นงบคิดใหญ่ทำเป็น แล้วมาเป็นคิดกู้ทำกู้ เพราะงบประมาณปี 67 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำไว้แล้ว กู้ที่ 5.93 แสนล้านบาท แต่พอรัฐบาลนี้รื้อใหม่ กลายเป็นกู้ 6.93 แสนล้านบาท กู้เพิ่ม 1 แสนล้านบาท ท่านเคยวิจารณ์นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ครั้งนี้กลายเป็นนักกู้ถุงเท้าสีชมพู ที่กู้เพิ่ม 1 แสนล้านนั้น ไม่ทราบว่าท่านไปแบ่งเค้กกันอย่างไร
นายจุรินทร์ กล่าวว่า จะมีการกู้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 5 แสนล้านบาท และสิ่งที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบคือเรื่องนี้ เพราะไปหาเสียงไว้เยอะ แม้ว่านายกฯ พูดว่าจะไม่กู้ แต่ตีลังกากลับมากู้ แม้มีเสียงวิจารณ์ทั้งประเทศว่าเป็นการกู้มาแจกตามที่ได้หาเสียง เพื่อสนองนโยบายพรรคการเมือง
และเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้คิดว่า ถ้าออกพ.ร.บ.จะผิดกฎหมายก็เลยไปถามกฤษฎีกา วันนี้คำตอบยังไม่มา แต่ถ้ากฤษฎีกาบอกว่าทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย สุ่มเสี่ยง ก็อย่าไปโยนบาปให้กฤษฎีกา เพราะกฤษฎีกาไม่ใช่เจ้าของนโยบาย
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะหมวด 1 กับหมวด 2 และการที่รัฐบาลประกาศว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน แต่เมื่อเอาเข้าจริงเป็นหนังคนละม้วน พอเข้าครม. กลับมีการตั้งคณะทำงานแทนการประกาศแก้ไข ถอยเวลาจากเร่งด่วนเป็น 4 ปี จากหนังสั้นเป็นหนังยาว และรัฐบาลบอกว่าจะทำประชามติได้ในเดือน ม.ค. ขณะเดียวกันซีกรัฐบาลก็บอกจะแก้พ.ร.บ.ประชามติ แบบนี้จะทำประชามติได้ในเดือน ม.ค. ได้อย่างไร แบบนี้จริงใจหรือจิงโจ้
ขณะที่งบประมาณของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้งบประมาณ 14,972 ล้านบาท งบก้อนนี้เอาไปทำโครงการสำคัญที่สุด คือ โครงการผู้ต้องขังได้รับการควบคุมดูแล ระยะเวลาทำโครงการ 6 ปี วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อยกระดับดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลหลักสิทธิมนุษยชน โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ
ตนสนับสนุนงบประมาณก้อนนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่ตนมี 2 คำถาม คือ 1.รัฐบาลในฐานะผู้ใช้งบปี 66 และกำลังของบปี 67 ได้บริหารโครงการตามโครงการอย่างโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติกับผู้ต้องขัง 280,000 คนแล้วหรือยัง เพราะมีข้อเคลือบแคลงจากสังคมว่า ทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษบางคนเข้าคุกทิพย์มากว่า 120 วัน แต่ยังไม่เคยติดคุกจริงแม้แต่วันเดียว
จากนั้น นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะเอาเรื่องข้างนอกเข้ามา ตนรู้ว่าที่กำลังจะพูดถึงนั้น คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ท่านโดนกลั่นแกล้งไปอยู่เมืองนอกกว่า 17 ปีแล้วกลับเข้ามา แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ทุกครั้งที่ขออนุญาตมีใบรับรองจากอธิบดีฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม กล่าวว่า ขอให้นายจุรินทร์พยายามอย่าเอ่ยถึงบุคคลภายนอกสภา
จากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ทำไมนายกฯ และ รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้ร่วมบริหารโครงการเหล่านี้ ไม่ทำข้อเคลือบแคลงสงสัยที่ตนเอ่ยมาให้กระจ่าง
2.การใช้งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ไปออกระเบียบ 12/66 หรือระเบียบว่าด้วยการดำเนินสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 อ้างว่าทำตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่องนี้การใช้งบอาจจะส่อไปในทางไม่ชอบหรือไม่
“ระเบียบนี้กลายเป็นระเบียบศรีธนญชัย แทนที่จะแยกผู้ต้องขังที่เป็นผู้บริสุทธิ์ออกจากนักโทษเด็ดขาด กลับไปแยกผู้ต้องขังเด็ดขาดออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ติดคุกที่เรือนจำ และ 2.ติดคุกที่บ้านได้ จนมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจทำให้คำพิพากษาของศาลไม่มีความหมาย และนักโทษบางคนไปติดคุกเสวยสุขที่บ้านได้ กลายเป็นนักโทษเทวดา แบบนี้ยิ่งจะเป็นการตอกย้ำฉายาเซลล์แมนสแตน ชิน ของนายกฯ ให้กลายเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำประทับติดตัวนายกฯ ตลอดไป” นายจุรินทร์ กล่าว