จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง รับงบ 67 เป็นมรดกรัฐบาลก่อนหน้า คืองบผูกพัน ชี้งบดิจิตอลวอลเล็ต ไม่มีในรายการ เพราะต้องใช้งบจากเงินกู้
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 ม.ค.66 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท
โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ชี้แจงว่า ข้อคิดเห็นทั้งหมดของสมาชิก ทางรัฐบาล ส่วนงานราชการ จะนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงจุดใดที่เป็นจุดอ่อนที่สมาชิกมองไว้ เราก็รับเอาข้อสังเกตเหล่านั้นไปพิจารณา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นภาระของพวกเราทุกคนที่จะไปพิจารณาร่วมกันในชั้นคณะกรรมาธิการ เพื่อปรับแก้ ปรับลด และทำให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และในส่วนที่เป็นข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เรารับไว้
ส่วนที่เป็นวาทะกรรม ตนขอไม่ตอบ เพราะเราเข้าใจบทบาทในสภาฯ อะไรที่เกินเลยไปเล็กน้อยก็ถือว่ายกให้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเป็ดง่อย เรื่องแบ่งกินแบ่งใช้ เรารับฟังไว้แต่เราเข้าใจกันดี อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจและมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าท่านจะหานโยบายรัฐบาลแล้วพยายามไปอ่านในเล่มงบประมาณสีขาวคาดแดงแต่ละเล่ม แล้วมาหาว่างบประมาณในส่วนแก้หนี้อยู่ตรงไหน การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน บางครั้งมองไม่เห็น และไม่มีรายการที่เป็นชื่อเช่นนั้นปรากฏอยู่ แต่กลไกลเรื่องของการใช้งบฯ ต้องเข้าใจว่างบเหมือนกับเป็นค่าใช้จ่ายของแอดมิน ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการของรัฐบาลในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และต้องเข้าใจด้วยว่างบประมาณแผ่นดินเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนแล้ว ก็แค่ 1 ใน 6 ของตัวเลขจีดีพี เป็นกลไกที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหา แต่มีกลไกในการผลักดันนโยบายที่มากกว่างบฯ เราใช้งบฯในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มีนโยบายอีกมากมายที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินจากภาครัฐ เช่นการลดราคาพลังงาน เป็นกลไกที่เราสามารถบริหารจัดการได้ รวมถึงการทำประชามติ ถ้าจะมาหาในเล่มงบฯก็ไม่ปรากฏ ดังนั้นเข้าใจกลไกการทำงบฯด้วย ยืนยันว่าหากมีการเดินหน้าทำประชามติ รัฐบาลมีงบฯเพียงพอรองรับกลไกที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เช่นใช้งบกลาง
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนที่ระบุว่างบประมาณฉบับนี้ไม่แตกต่างไปจากงบของรัฐบาลก่อนหน้า เป็นการรับมรดกของรัฐบาลชุดก่อนหน้า แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มีการส่งมอบภารกิจบางอย่าง ซึ่งต่อเนื่องมา โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณผูกพัน เราไม่สามารถปรับลดได้ อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบฯ67 รัฐบาลมีการปรับแก้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันให้มากที่สุด และสามารถขับเคลื่อนประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติด การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แก้ไขฝุ่นพีเอ็ม 2.5 การพัฒนาระบบสาธารณสุข 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น
รมช.คลัง ชี้แจงว่า ส่วนงบกลาง เพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น สอดคล้องกับนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดสัดส่วนงบกลางอยู่ในระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน 3.5 เปอร์เซ็นต์ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในปีก่อนหน้าตั้งงบกลางไว้ 9.24 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.9 เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนงบฯ แต่ปีนี้เนื่องด้วยกรอบของงบฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 3.48 ล้านล้านบาท งบกลางจึงขยับเพิ่มมาเป็น 9.85 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนน้อยลง 2.83 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน
ขณะที่โครงการดิจิตอลวอลเล็ต ที่ไม่ปรากฏอยู่ในงบฯ 67 นั้น เนื่องจากปรับเปลี่ยนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน เพื่อสร้างความโปร่งใส ใช้แหล่งเงินจากภายนอกเข้ามา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จึงไม่เห็นงบส่วนนี้ในงบรายจ่ายปี 67 เพราะเราใช้งบจากการกู้เงิน