“นายกฯ” แจงสภาฯ ยัน เดินหน้าโครงการ แลนด์บริดจ์ พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย มั่นใจเป็นเมกะโปรเจกต์ สร้างโอกาส ความมั่นคงให้ประเทศ

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท สส.รัฐบาลหลายคน ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณ โดยระบุมีการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม ตอบโจทย์การแก้ปัญหา มั่นใจว่ารัฐบาลจะนำงบรายจ่ายปี 2567 ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ที่เคยศึกษามาตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงาน เชื่อมเส้นทางการค้าน้ำมันโลก เปิดทางให้ประเทศไทยเป็นประเทศการลงทุน ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย

ทพญ.ศรีญาดา กล่าวต่อว่า ประเมินว่าจะช่วยให้จีดีพีประเทศเพิ่มขึ้น 1.5% ของทุกปี อยากให้มีการสนับสนุนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องอยู่ในแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2568 เพื่อรองรับและสร้างโอกาสให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่นอกจากจะช่วยให้จีดีพีเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรื่องการจ้างงานในพื้นที่ด้วย

จากนั้น เวลา 12.20 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า โครงการดังกล่าวทำให้ไทยอยู่ในหมุดหมายการผลิตของต่างประเทศทั่วโลก หลายประเทศต้องการเข้ามาตั้งโรงงานในไทย แต่โรงงานผลิตหลายสินค้าไม่สามารถตั้งได้ เพราะต้องการสร้างให้ใหญ่กว่านั้น เนื่องจากต้องส่งสินค้าไปทั่วโลก

แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาตอนนี้ คือ ช่องแคบมะละกาที่แออัดและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้การขนส่งสินค้าต้องเข้าคิว และใช้เวลาจำนวนมาก อย่างไรก็ดีในช่วง 10-15 ปี เชื่อว่าจะมีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น และมีมูลค่าสินค้าใช้เส้นทางเดินเรือเพิ่ม โดยการทำแลนบริดจ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันขนส่งทั่วโลก 60% ผ่านช่องแคบมาละกา ซึ่งน้ำมันถือว่าเป็นสินค้าหลักที่ทั่วโลกมีความต้องการสูง ถ้าช่องแคบมาละกามีความคับแคบเรื่องของการขนถ่ายสินค้าก็มีปัญหา เรื่องนี้รัฐบาลตระหนักดีจึงทำให้เราคิดที่จะทำแลนด์บริดจ์ขึ้นมา ประกอบกับการที่เราเป็นประเทศที่เป็นกลาง ซึ่งความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกามีความรุนแรงเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ต้องค้าขาย ประเทศไทยด้วยความที่เราเป็นประเทศที่เป็นกลาง การที่เราเสนอตัวทำแลนด์บริดจ์ให้เชื่อมต่อโลกทั้งโลกเข้าด้วยกัน ประเทศจีนกับสหรัฐก็จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนถ่ายสินค้าได้อย่างดี

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า การทำแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องจำเป็น แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยเสียงประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลดำเนินการสำรวจความคิดเห็น รับฟังความเห็นพรรคฝ่ายค้าน ภาคประชาคม ประชาชนในพื้นที่ นักธุรกิจทุกคน ให้แน่ใจว่าโครงการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญของโลก

“นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ทำให้หลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ที่มีความมั่นคงด้านพลังงาน อยากเข้ามาลงทุน สร้างโรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงาน และไทยมีความพร้อมยืนในโลกที่ขัดแย้ง พึ่งตนเองได้ ยกระดับชีวิตประชาชน” นายเศรษฐา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน