ก้าวไกล จวก กลาโหม ตั้ง KPI เอาเลขในฝันมากำหนด อัด ‘สุทินดาวน์น้อย’ ซ่อนหนี้ซื้ออาวุธก้อนโต ย้อนถาม จุดยืนรัฐบาลยังเหมือนสมัยเป็นฝ่ายค้านหรือไม่
เมื่อเวลา 12.55 น. วันที่ 4 ม.ค. 2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วันที่สอง
นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคก้าวไกล อภิปรายงบกระทรวงกลาโหม ว่า งบกระทรวงกลาโหมไม่ว่าจะกี่ปีต่อกี่ปีก็ยังจัดงบแบบเดิมๆ ไม่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่จัดทำคำขอ จัดสรรรายละเอียด จัดสรรงบแบบสะเปะสะปะ จนสุดท้ายจัดทำงบมาแบบตามล้างแผลเก่าแบบไม่หยุดไม่หย่อน สะท้อนนิสัยของการทำผิดไม่เข็ด ตามเช็ดไม่หมด
เมื่อเห็นรายละเอียดของกองทัพแล้วพบว่า กองทัพบกของบ 17,623 ล้านบาท เมื่อดูในหัวข้อที่มาและความต้องการแล้ว แต่ทหารบกกลับส่งกระดาษเปล่า เช่นเดียวกับเป้าหมายและตัวชี้วัด อยากได้เงินทำโครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ แต่ความสามารถเขียนหนังสือยังไม่มี อยากจับปืน แต่เขียนหนังสือเพื่อขอปืนยังทำไม่ได้
หากดูเรื่อง KPI ที่กองทัพแต่ละเหล่าตั้งเป้าไว้ต่างกัน เช่น กองทัพเรือตั้งไว้ 2 เรื่อง คือ การเตรียมความพร้อม และพัฒนาขีดความสามารถ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 90% เหมือนกันทั้งคู่ แต่มีคำถามว่าจะวัดผลอย่างไร
เช่น เมื่อปี 65 เกิดเรือหลวงล่ม หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เครื่องบินรบจากเมียนบนติดอาวุธล้ำน่านฟ้าไทย ไม่มีการตอบกลับจากกองทัพอากาศ ทั้งที่ตั้งเป้า KPI ไว้ถึง 89% นี่คือการวัดผล KPI ของกองทัพไทยที่ไม่สะท้อนผลลัพธ์ ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า
นายชยพล กล่าวด้วยว่า แม้รัฐบาลจะจัดงบแบบกระจัดกระจาย แต่การซื้อของผ่อนไม่เป็นรองใครแน่นอน โดยงบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ปีนี้ลดลงไป 2,400 ล้านบาท ฟังดูเหมือนจะดี แต่กลับพบนวัตกรรมใหม่ที่ซ่อนอยู่ หากอยากให้ยอดเงินจัดหาอาวุธปีนี้ดูน้อย โดยไม่ลดโครงการจัดหาอาวุธจะทำอย่างไร ก็แค่ดาวน์น้อยๆ แล้วผ่อนนานๆ
“ขอแนะนำให้รู้จักกับสุทินดาวน์น้อย สุดยอดนวัตกรรมอินโนเวทินของคลังแสง ทั้งนี้ ในปี 67 มีการตั้งเป้าดาวน์ไว้ 8.8% ซึ่งหากจะรักษาวินัยทางการคลังเพื่อไม่ให้ผ่อนหนักๆ นานๆ ในปีต่อไป เราควรต้องรักษาสัดส่วนทางการดาวน์ในอยู่ที่ 20% หากคิดเป็นโครงการต่างๆ ต้องดาวน์เพิ่มขึ้นกว่า 5,312 ล้านบาท คิดยอดรวมเป็น 35,000 ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลชุดนี้ยอดคลังแสงทวีสินยิ่งกว่ารัฐบาลชุดก่อน” นายชยพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกจากจะดาวน์ในสัดส่วนที่น้อยเกินแล้ว แต่ยอดเงินรวมที่จะก่อหนี้ผูกพันมีมูลค่ามากถึง 57,816 ล้านบาท มากกว่าปี 66 ถึง 2.3 เท่า นี่คือพลังของสุดยอดนวัตกรรมอินโนเวทินของคลังแสง ที่ซ่อนหนี้ก้อนโตไปไว้ไกลๆ หากเราตรวจสอบให้รอดไปปีต่อปีก็จะมองไม่เห็น
แต่หากคิดถึงอนาคตของประเทศจริง จะเห็นความพินาศชิ้นใหญ่รออยู่ ต้องถามไปยังนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เหตุใดจึงไม่พยายามรักษาวินัยการเงินการคลัง หากงบประมาณไม่พอก็ควรให้กองทัพลดโครงการจัดหาอาวุธลง ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการมีตามจำนวนที่กองทัพต้องการแล้วไปลดยอดเงินดาวน์ลงเช่นนี้ เพราะจะเพิ่มภาระในปีต่อไป
“รวมถึงต้องถามไปยังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ว่าวิกฤตเช่นไรจึงปล่อยให้มีโครงการซื้ออาวุธใหม่ถึง 26 โครงการ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท ปล่อยให้สุทินดาวน์น้อยทวีสินเชื่อซ่อนเคราะห์ใหญ่ไว้ในอนาคต หรือนี่คือความพยายามของรัฐบาลที่จะเอาใจกองทัพ ไม่พัฒนาร่วมแต่หันมาสวมกอดกันแทนแล้ว” นายชยพล กล่าว
นายชยพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรื่องเรือดำน้ำ ไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ โดยเฉพาะนายกฯ และนายสุทิน รออะไรอยู่ จึงไม่กล้าตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาเรือดำน้ำ นายสุทินต้องทราบดีอยู่แล้วว่า วันนี้เลยวันที่ทางการจีนจะส่งมอบเรือดำน้ำมา 94 วัน พูดง่ายๆ คือจีนทำผิดสัญญาไปแล้ว แต่พวกท่านก็ไม่กล้าตัดสินใจ เราจะเสียค่าโง่อะไรอีกหรือไม่
“จึงขอถามไปยังนายสุทิน และพรรคเพื่อไทยว่าจุดยืนของท่านยังเป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ที่เคยอภิปรายไว้ในสภาฯ หรือไม่ โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตสส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เคยอภิปรายว่าจะขอสู้เพื่อให้ยกเลิกเรือดำน้ำ รวมถึงได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไร้ภาวะผู้นำ ไม่กล้ายกเลิกสัญญาเรือดำน้ำจีน” นายชยพล กล่าว
นายชยพล กล่าวอีกว่า วันนี้นายยุทธพงศ์ เป็นที่ปรึกษานายกฯ แล้ว เชื่อว่าก็น่าจะให้คำปรึกษาท่านนายกฯ อยู่บ้าง แต่ทำไมตอนนี้จึงยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร หากนายยุทธพงศ์มาเป็น รมว.กลาโหม น่าจะหาทางจบได้ตั้งแต่ตั้งรัฐบาลเสร็จใหม่ๆ แล้ว