พีระพันธุ์ กางข้อมูลโต้กลับฝ่ายค้าน ยัน รัฐบาลลดค่าไฟ ไม่ได้โยนภาระการเงินให้ กฟผ. ฉะ เอาข้อมูลคาดการณ์ ตั้งแต่ต.ค. 66 มาอภิปราย
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2567 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง หลังพรรคฝ่ายค้านอภิปรายพาดพิงในการประชุมสภาฯ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
โดยนายพีระพันธุ์ ระบุว่า หลังจากนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายงบประมาณปี 2567 พาดพิงเรื่องที่รัฐบาลลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ว่าทำให้เป็นปัญหาการเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ซึ่งน่าแปลก ที่เรื่องเดียวกันกลับเลือกพูดเรื่องปัญหาการเงินของ กฟผ. แทนที่จะพูดเรื่องประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ จากการช่วยแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั้งประเทศที่ตนและรัฐบาลนี้ทำสำเร็จ
นายศุภโชติ บอกว่า กฟผ.มีสถานะเงินสดต่ำมากจนน่าเป็นห่วง โดยมีแนวโน้มว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567 กฟผ.จะมีกระแสเงินสดเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท และลดลงเรื่อยๆ ถึงขั้นมีกระแสเงินสดเหลือแค่ 10,000 กว่าล้านบาท
โดยเฉพาะเดือนก.ค. ต.ค. และธ.ค. 2567 จะไปถึงขั้นกระแสเงินสดติดลบ แถมยังมีหนี้สินที่ต้องชำระให้ ปตท.อีกหลายหมื่นล้านบาท ในขณะที่จะต้องส่งรายได้ให้รัฐอีกปีละหลายหมื่นล้าน โดยปี 2566 กฟผ. ต้องนำรายได้ส่งรัฐ 17,142 ล้านบาท และปี 2567 ที่จะติดลบกระแสเงินสดด้วยนี้ กฟผ. กลับจะต้องนำส่งรายได้ให้รัฐถึง 28,386 ล้านบาท สูงกว่าปี 66 ถึง 65% แล้วจะทำอย่างไร
“ฟังแล้วน่าตกใจว่า รัฐไปยัดปัญหาให้ กฟผ.เพิ่มทำไม ประชาชนทางบ้านและสื่อมวลชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงก็จะตกใจตามไปด้วย ผมก็ตกใจ แต่ไม่ได้ตกใจในข้อมูลและตัวเลขที่ท่านพูด แต่ตกใจว่าทำไมท่านเลือกเอาข้อมูลที่เป็นเพียงข้อมูลคาดการณ์ที่ทำล่วงหน้าก่อนของจริงตั้งแต่ต.ค. 2566 ปีที่แล้วมาพูด แทนที่จะเอาข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นจริง ณ เวลานี้ มาพูด” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า 1.ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ที่ผมนำมานั้น มาจากรองผู้ว่าการ กฟผ. ฝ่ายการเงิน หรือ CFO ที่ให้ข้อมูลผมตอนที่จะนำงบการเงินปี 2564-2565 ของ กฟผ. รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ม.ค.67 และอีกครั้งก่อนที่ผมจะตอบชี้แจงเมื่อคืน จึงเชื่อถือได้ว่าเป็นข้อมูลจริง แต่เมื่อไม่เชื่อคงต้องไปเถียงกับ กฟผ.เอาเอง
2.ข้อมูลคาดการณ์ที่ สส.ศุภโชตินำมาพูด เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าตั้งแต่ต.ค. 2566 ก่อนมีข้อมูลจริง ณ ปัจจุบัน ดังนี้
2.1 ตารางหรือกราฟที่ สส.ศุภโชติ นำมาใช้ เป็นเพียงการคาดการณ์เพื่อแสดงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้น และมิได้แปลว่าจะเกิดขึ้นจริงตามนั้น เพราะ กฟผ.จะต้องบริหารจัดการมิให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม กฟผ. ก็ต้องประมาณการแบบ “ร้าย” หรือแบบ worst case scenario ไว้ก่อน และตารางหรือกราฟนั้นก็เป็นเพียงเอกสารภายในที่ใช้เพื่อชี้แจงพนักงานของ กฟผ. ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลจริงในการบริหาร และไม่อาจใช้อ้างอิงได้ เพราะไม่ใช่ข้อมูลที่จะเกิดขึ้นจริง
2.2 มีปัจจัยที่เป็นข้อมูลจริงอื่นๆ ที่ทำให้ กฟผ. มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ตามตารางที่นำมาแสดงอีกประมาณเกือบ 15,000 ล้านบาท เช่น กำไรจากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท กำไรจากการรับงานภายนอกองค์กรประมาณ 1,000 ล้านบาท
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 2,600 ล้านบาท ต้นทุนลดลงจากการบริหารจัดการประมาณ 5,000 ล้านบาท และกำไรจากรายได้อื่นๆ ประมาณ 2,100 ล้านบาท เป็นต้น ทำให้ ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดคงเหลือจริงประมาณ 91,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 63,623.6 ล้านบาท ตามที่ปรากฏในตารางคาดการณ์ที่นำมาแสดง
2.3 อัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บจากประชาชนตามการคาดการณ์ในตารางจะอยู่ที่ 3.99 บาท/หน่วย ตลอดปี 2567 และคาดการณ์ว่าเป็นภาระของ กฟผ. เองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ข้อมูลจริงค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น อยู่ระหว่าง 4.15 ถึง 4.20 บาท/หน่วย ตั้งแต่ ม.ค. ถึง เม.ย. 2567
ส่วนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเดือนละ 300 หน่วย ที่รัฐบาลคงไว้ที่ 3.99 บาท/หน่วยนั้น รัฐบาลเป็นผู้แบกรับภาระจากเงินงบกลางเป็นเงินประมาณ 1,995 ล้านบาท จึงไม่เป็นภาระของ กฟผ. ฝ่ายเดียว ตามข้อมูลคาดการณ์ที่นำมาแสดง
2.4 การแบกรับภาระอัตราค่าไฟฟ้าที่ลดลงทั้งสองครั้งนี้ ตามข้อมูลคาดการณ์เป็นการคาดการณ์ว่า กฟผ. จะเป็นผู้แบกรับภาระเองทั้งหมดแต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่ตามข้อมูลจริงรัฐบาลมีการบริหารจัดการและช่วยดำเนินการในหลายรูปแบบ โดยในครั้งนี้รัฐบาลมีการปรับโครงสร้าง Pool Gas และให้ กกพ. เรียกเก็บค่า Shortfall มาลดภาระ รวมทั้งใช้เงินงบกลางเข้ามาช่วยลดภาระ กฟผ. ด้วย
3.จากสถานะการเงินที่เป็นข้อมูลจริง ณ สิ้นปี 2566 กฟผ. มีเงินสดในมือประมาณ 91,000 ล้านบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ ณ เดือน ม.ค. 2567 เพียงหนึ่งเดือนให้หลังกระแสเงินสดของ กฟผ. ก่อนหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเพียง 39,234 ล้านบาท ตามข้อมูลคาดการณ์ที่นำมาแสดง
4.มาตรฐานทางการเงินของ กฟผ. จะต้องคงสถานะเงินสดไม่ให้ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท หากเมื่อใดมีแนวโน้มว่าจะลดต่ำลงกว่ามาตรฐานนี้ กฟผ. จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ทันที และที่ผ่านมา กฟผ. ก็ดำเนินการตามนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สถานะการเงินจริงของ กฟผ. ในปี 2567 จะลดลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นติดลบในเดือน ก.ค. ต.ค. และธ.ค. 2567 ตามข้อมูลคาดการณ์ที่นำมาแสดง
5.ตามข้อมูลจริงนั้น กฟผ. ชำระหนี้เดิมที่มีกับ ปตท. หมดสิ้นแล้ว ตั้งแต่ ม.ค. 2566 สำหรับปี 2566 ทั้งปีนั้น กฟผ. ไม่ได้ติดหนี้อะไร ปตท. โดยมีการชำระหนี้ให้ ปตท. ตามกำหนดเวลาตลอดมา ณ วันนี้ กฟผ. จึงไม่มีหนี้สินอะไรกับ ปตท. อีก
6.การส่งรายได้ให้รัฐของ กฟผ. กำหนดมาตรฐานไว้ที่ประมาณ 50% ของกำไรในแต่ละปี สำหรับปี 2566 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลคาดการณ์ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าในปี 2566 ว่า กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐ 17,142 ล้านบาท แต่ตาม “ข้อมูลจริง” กฟผ. จะนำส่งรายได้ให้รัฐสำหรับปี 2566 นี้ประมาณ 24,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 17,142 ล้านบาท ตาม “ข้อมูลคาดการณ์” ที่นำมาพูด
ข้อมูลที่นำมาพูดจึงผิดไปจากความจริงที่เป็นข้อมูลจริงถึง 28.575% และนี่ยังแสดงให้เห็นประสิทธิภาพของ กฟผ. ด้วยว่าขนาดอัตราค่าไฟฟ้าลดลง แต่ กฟผ. ยังสามารถนำส่งรายได้สูงกว่าข้อมูลคาดการณ์ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
7.สำหรับปี 2567 ล่าสุด กฟผ. คาดการณ์ว่าจะนำส่งเงินรายได้ประจำปี 2567 ให้รัฐประมาณ 20,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 16.6666% ไม่ใช่จะนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 65% จาก 17,142 ล้านบาท เป็น 28,386 ล้านบาท ตามข้อมูลคาดการณ์ที่นำมาพูดอีกเช่นกัน แต่ไม่แน่นะครับ เอาเข้าจริง กฟผ. อาจสามารถบริหารจัดการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นเดียวกับปี 2566 ที่ผ่านมานี้ได้อีก ก็เป็นไปได้