“ณัฐชา” รับไม่ได้ คดีป้าบัวผัน กระตุกสังคมฉุกคิด เด็กฆ่าคนตาย ความผิดเทียบเท่าผู้ใหญ่แล้วหรือยัง เผย กมธ.จ่อถกกฎหมายเยาวชนพรุ่งนี้
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกรณีการเสียชีวิตของป้าบัวผันที่มีเยาวชนเป็นผู้ก่อเหตุ ว่า สังคมรับรู้รับทราบดีว่าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นหลายครั้ง ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ก็จะเกิดการให้บุคคลที่ 3 ที่มีฐานะยากจนรับโทษแทน
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็นเหตุน่าสะเทือนใจ โดยเฉพาะผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน ซึ่งเด็กเหล่านี้ไม่น่ากระทำความรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น จึงต้องติดตามต่อไปว่าคดีจะมีความคืบหน้าอย่างไร
เมื่อถามว่าสังคมสงสัยเรื่องโทษที่เด็กได้รับ กระทรวงยุติธรรมโยนให้สภาฯ แก้กฎหมาย นายณัฐชา กล่าวว่า การลดโทษให้เด็กลงหรือการให้เข้าสถานพินิจ เพราะกฎหมายมองว่าเด็กอาจจะทำความผิดครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนตระเตรียม เพื่อไปกระทำความผิด
จึงไม่อยากให้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงมีช่วงอายุในการรับโทษขึ้นมา ซึ่งพอเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้น จนถึงแก่ความตายของบุคคลที่ 2 หรือ 3 แน่นอนว่าผู้เสียหายก็ไม่ยอมที่ผู้กระทำความผิดได้รับโทษน้อยลง
“ในตัวบทกฎหมายเราให้โอกาสเด็ก แต่การให้โอกาสนั้น ต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า วันนี้สิ่งที่เด็กกระทำมีความผิดเทียบเท่าผู้ใหญ่แล้วหรือยัง การฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยการรุมทำร้ายหรืออะไรต่างๆ แน่นอนว่าเกินกว่าเหตุ เกินกว่าความเป็นเด็กไปมาก เราก็อาจจะรับไม่ได้” นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะเด็กที่เป็นลูกของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อาจมีการช่วยเหลือให้ท้ายหรือปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดเหตุขึ้น หรือเป็นพฤติกรรมแวดล้อมที่คนในครอบครัวกระทำเป็นประจำ ทำให้เกิดการเลียนแบบ จนทำให้เด็กคิดว่าตนเองจะไปทำอะไรก็ได้ เช่น ไปจับโจร ไปตามล่าผู้ที่มากลั่นแกล้งตนเอง โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อกฎหมาย
เมื่อถามว่าหลายคนมองว่าเด็กไม่ควรได้รับสิทธิ์คุ้มครองแบบนี้ มีโอกาสที่จะยกเว้นในกรณีนี้หรือไม่ นายณัฐชา ยกตัวอย่างกรณีที่ทำให้ถึงแก่ความตาย และเกิดความเสียหายต่อสังคมเป็นวงกว้าง เราอาจจะส่งนักจิตวิทยาไปช่วยสืบหาข้อเท็จจริงก็ได้ ว่าเด็กกลุ่มนี้กระทำเช่นนี้เป็นประจำหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงอาจจะเกิดมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่เป็นคดี เช่น ยกพวกทะเลาะวิวาท ก่อนจะทำให้คนเสียชีวิต และแน่นอนว่าผู้เสียหายไม่ยอมต่อเรื่องนี้
“เราอาจจะเห็นในสังคม เวลาเกิดเหตุแรงๆ ขึ้น ก็จะเห็นการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ไปจับคนวิกลจริตมา บอกว่าเป็นโรคจิต แม้กระทั่งไปจับเด็กมา เด็กที่อยู่ในครอบครัวโดดเดี่ยวและยากจน เพื่อให้ได้รับโทษที่น้อยลง ซึ่งมีกระบวนการช่วยเหลือกันแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
ดังนั้น สังคมต้องยอมรับได้แล้ว เมื่อมีกลุ่มคนใดคนหนึ่งที่บทลงโทษน้อยกว่า แต่เป็นการกระทำความผิดแบบเดียวกัน เช่น ฆ่าคนตายเด็กรับโทษแบบหนึ่ง ผู้ใหญ่คนวิกลจริตรับอีกแบบหนึ่ง ก็จะมีกระบวนการช่วยเหลือ” นายณัฐชา กล่าว
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ไม่ควรมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ และกรณีนี้จะเป็นกรณีตัวอย่างให้เราหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดเสียที หากเกิดเหตุจนเสียชีวิตโทษของเด็กจะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าต้องปฏิรูปองค์กรตำรวจด้วยหรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดวิกฤตศรัทธาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายครั้งหลายกรณีเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่ตำรวจไม่สามารถสร้างความชอบธรรม และความมั่นใจให้กับประชาชนได้
การที่ช่วยคนใดคนหนึ่ง แต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจทั้งองค์กร แบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ และพี่น้องตำรวจ 200,000 นายทั่วประเทศ เขาไม่ได้รับรู้รับทราบด้วย ทำให้หมดศรัทธาไปด้วย ดังนั้น ขอให้นึกว่าท่านยังมีเพื่อนตำรวจอีกที่ต้องรับกับสถานการณ์ไปด้วย
นายณัฐชา กล่าวว่า พรุ่งนี้ (18 ม.ค.) จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในกมธ.ของตน และอาจจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาหารือร่วมกัน ถ้าไปถึงการแก้กฎหมาย เราก็จะหยิบยกไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่าตอนนี้เทรนทวิตเตอร์ ติดอันดับ 1 ยกเลิกกฎหมายเยาวชน นายณัฐชา กล่าวว่า ก่อนจะยกเลิก ตนเชื่อว่ายังมีหลายคนได้โอกาสตรงนี้เมื่อครั้งที่กระทำความผิดหรือพลาดพลั้งในวัยเด็ก เพื่อไม่ให้เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต แต่ก็ยังมีหลายคนที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่เกินกว่าเหตุแบบนี้ เราต้องแยกออกไป ถ้าเราไปยกเลิกเลยยังมีเด็กอีกหลายคนที่ทำผิดแค่ลหุโทษ ไม่ได้ตั้งใจไม่ได้รุนแรง จะโดนหางเลขไปด้วย