ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลุยปราบหนี้เถื่อน ฝากถึงผู้มีอิทธิพล ใครเฟี้ยวเดี๋ยวเจอผม ลั่นเจอขายยาเม็ดเดียวก็ไม่ยอม
เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนา ”Thailand 2024 : The Great Challenges เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”
เริ่มการสัมนาช่วงที่ 2 ‘มิติใหม่ ปราบผู้มีอิทธิพล: แก้หนี้ แก้จน ปลดหนี้เกษตรกร ได้จริง ?’ นำโดย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร
ในตอนหนึ่ง นายชาดากล่าวว่า คำว่าหนี้เป็นปัญหาของคนบ้านนอกอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากสภาพรายจ่ายมันเพิ่มขึ้น แต่รายรับไม่เพิ่ม ตนเองก็เคยเป็นหนี้ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงรู้จักการทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก เคยกู้แบงก์เพราะมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ก็รู้ว่าไปต่อไม่รอดถ้ายังไม่ทำงานกับแบงก์
“เรามีความรู้สึกโลภว่าอยากจะได้มากขึ้น จนไปกู้เงินมาเพิ่มมากขึ้น กลายเป็นว่าทำให้สภาพทางเศรษฐกิจแทบแย่ ต้องตั้งต้นใหม่ คิดใหม่ว่าเราทำได้แค่ไหน ตรงไหนจะเป็นรายรับ รายจ่าย เข้าใจหัวอกคนเป็นหนี้เลย ใครจะอยากเป็นหนี้” นายชาดาเผย
นายชาดากล่าวว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อน ถ้าเป็นพี่น้องเกษตรกรถือว่าเราคือพืชผลไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย เป็นสภาพที่คนไทยเจอมานานแล้วก็สลัดไม่หลุด ซึ่งคนอุทัยธานีไทยเป็นเจ้าหนี้นอกระบบกันเยอะ
เมื่อถามว่าจะจัดการผู้มีอิทธิพลหนี้นอกระบบอย่างไร? นายชาดากล่าวว่า ปัญหาผู้มีอิทธิพลในปัจจุบันเหลือน้อย ตอนนี้มีหนี้นอกระบบ และยาเสพติด อย่างตนถ้าเป็นหนี้ จะบอกว่าเป็นหนี้เพราะอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องหยุดหนี้ เก็บเงินแล้วจ่ายไปทีละราย
นายชาดากล่าวอีกว่า วันนี้ประชาชนกู้หนี้มาใช้หนี้ ไม่มีทางหมดหนี้ ประชาชนกู้หนี้มาใช้หนี้ไปเรื่อยๆ มันก็เลยเกิดปัญหาที่ไปเจอดอกเบี้ยสูงอีก
“หนี้นอกระบบ เกิดจากหนี้ในระบบที่ไม่เป็นธรรมในสังคม แบงก์เอาหลักทรัพย์เป็นตัวตั้ง คนรุ่นใหม่จะมีโอกาสเกิดน้อย คนที่ไม่มีทุนทรัพย์ ไม่มีพื้นฐานที่เข้มแข็ง ไม่มีโอกาสเติบโต เขาก็ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ” นายชาดากล่าว
นายชาดากล่าวว่า แบงก์อาจไม่ดูจากการวิเคราะห์โครงการ หรือ เขามีนวัตกรรมใหม่จะทำมาหากิน แต่เขาดูหลักทรัพย์เป็นตัวตั้ง อ้างประกันหนี้สูญเอาไว้ ซึ่งผมคิดว่าเอาเปรียบ ดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้มีแกป (gap) ที่ต่างกันมาก มีค่าธรรมเนียม ทำให้ชาวบ้านทั่วไปขาดโอกาส ตนถามว่าแม่ค้าส้มตำที่ไหนจะเข้าไปกู้แบงก์
“หนี้นอกระบบเขาก็ถูกเอาเปรียบ มากู้โดยที่ไม่มีหลักทรัพย์ ไม่ต้องค้ำ ใช้วิธีเก็บรายวันเอา ใช้ดอกสูงๆ เพื่อประกันความเสี่ยง มันต้องบูรณาการร่วมกันกับแบงก์ด้วย ว่าให้ชาวบ้านกู้บ้าง จะได้ไม่ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ อย่างที่เราดำเนินการอยู่ตอนนี้” นายชาดาระบุ
นายชาดา กล่าวว่า คนแจ้งเข้ามากว่าแสนราย สมมติว่ากู้เงินต้นมา 20,000 บาท แต่จ่ายไปแล้ว 150,000-200,000 บาท คุณต้องพอแล้ว มันไม่ไหวแล้ว มากกว่าเงินต้น อันนี้เราก็ต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ถ้าคนปล่อยกู้ไม่ยอมเราต้องดำเนินคดี เพราะผิดกฎหมาย และสำหรับกรณีเพิ่งกู้เมื่อวาน 20,000 บาท เราก็จะใช้วิธีการค่อยๆ ผ่อน ควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้พอรับได้
เมื่อถามว่า หากเจอเจ้าหนี้ที่มีอิทธิพลจนรัฐไม่กล้าแตะต้องจะทำอย่างไร? นายชาดากล่าวว่า ท่านจะมาเหนือไม่ได้ ซึ่งผมชื่นชมท่านเศรษฐา ที่พูดว่าจะแก้หนี้นอกระบบ ในระบบด้วย เพียงแค่ว่าแก้เสร็จเขาจะเป็นหนี้อีกหรือไม่ เราต้องให้ความรู้เขา ส่งเสริมอาชีพ ต้องบูรณาการทุกฝ่าย ‘ใครเฟี้ยวเดี๋ยวเจอชาดา’ สามารถพูดคำนี้ได้
เมื่อถามว่าในส่วนของกระทรวงมหาดไทย มีแคมเปญช่วยแก้หนี้ประชาชน อย่างไร? นายชาดากล่าวว่า ขอย้อนปัญหาเรื่องของเถื่อนเข้ามา เกษตรกรก็ตาย เหลือแต่นายทุน โรงฆ่าขนาดใหญ่ตนไม่รู้ว่าโรงฆ่าเขาเอาหมูเถื่อนเข้ามาเองหรือเปล่า มันมีผลร้ายต่อเกษตรกร ซึ่งเรามีตลาดนัดแก้หนี้ทุกวันที่ 14 โดยให้พี่น้องประชาชนเข้ามา
นายชาดากล่าวต่อว่า ตนคุยกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปัญหาคือ ถ้าครั้งนี้การแก้หนี้จบแล้วจะไปอย่างไรต่อ ชาวบ้านจะกลับไปกู้ใหม่อีกหรือไม่ ถ้าจะแก้หนี้นอกระบบต้องแก้แบบตัดต้นทิ้ง
“ท่านนายกฯ บอกคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว เขาไม่ยอม เราต้องเอาเจ้าหนี้นอกระบบมาคุยให้ถูกกฎหมาย เพราะเขาเป็นธนาคารของประชาชน ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า สมมติวันนี้หมดหนี้แล้ว แต่เขาจะเอาเงินจากไหนไปใช้จ่าย กลับไปกู้อีกหรือ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นกงกรรมกงเกวียน”
“เอาพวกหนี้เข้ามาทำให้ถูกกฎหมายซะ แล้วเป็นเงินกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ ในอัตราเท่าไหร่ก็วางกำหนดไว้เลย ไม่เกินวันไหน ซึ่งเขาบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอม ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน”
“ผมคิดว่าเราจะมาแก้หนี้ทั้งวันหรือ วันนี้กระทรวงมหาดไทยพยายามช่วยลดรายจ่าย เรายังมีเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งค่าน้ำเปล่าแพงกว่าน้ำมันเสียอีก มหาดไทยจะทำน้ำสะอาดดื่มได้ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือคนที่ใช้ไฟตอม่อชั่วคราวให้เป็นราคาจะแพงกว่าปกติเท่าตัว หรือสองเท่า จะทำให้ลดตรงนี้ให้เป็นราคาเดียวกับบ้านเรือนทั่วไป” นายชาดาเผย
นายชาดากล่าวว่า เรามองไปถึงระบบการศึกษา ตนถามว่าทุกวันนี้คนไทยเรียนนานเกินไปหรือเปล่า ตนพูดได้เลยว่าวันนี้ที่มหาดไทยมีปัญหา เช่น ช่างรังวัด เรียนจบแค่ปวส. หรือ ปวช. ก็ทำได้แล้ว ไม่ใช่ว่าต้องจบปริญญา ไปสอบภาษาอังกฤษซึ่งเขาไม่ต้องใช้
“ผมถามว่าต้องเรียนจบชั้นไหน ซึ่งเด็กจากจีนตอนนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยวัย 21 แต่ของเรา 18 ปี เพิ่งจบ ม.6 เพราะเราเพิ่งเข้าเรียนตอน 7 ขวบตามมาตาฐาน พ่อแม่ก็มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ตอนนี้ดูตลาดแรงงานที่ต้องการ เราก็น่าจะทำเรื่องนี้” นายชาดากล่าว
นายชาดากล่าวว่า ตอนนี้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือกันเพื่อให้เด็กเรียนจบไว ทำงานไว ใครที่จะเรียน ป.โท ป.เอก ก็แล้วแต่ แต่ให้ตรงกับตลาดแรงงาน โดยใช้กระทรวงแรงงานเข้ามาเสริม เราจะลดรายรายจ่ายด้วย และจะส่งแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ตรงประเด็นมากขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง แล้วขยายไปถึงหนี้นอกระบบ
“เราเอาไปอยู่ในหลักของความเป็นจริง บัตรเครดิต 17 เปอร์เซ็นต์ ผิดสัญญาไปถึง 36 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้าเราทำให้ชาวบ้านชั้นล่าง เข้าไปหยิบยืมเงิน ในราคาที่พอสมควรและมีโอกาส อย่างที่บอกแม่ค้าส้มตำไม่ไปแบงก์แน่ ทำอย่างไรให้ตรงนี้เรายอมรับความจริง และเป็นไปตามกติกา ถ้าเราปล่อยไปแบบนี้ มันก็ต้องแก้ทุกปี หลายนายกฯแก้มาแล้ว ถามว่าได้ไหม ‘ได้’ แต่พอแก้ไปแล้วก็ต้องมาเริ่มใหม่” นายชาดาเผย
นายชาดากล่าวว่า ตนเป็นคนที่ยืนยันคำนี้มาตลอด ถ้าจะแก้หนี้นอกระบบ ต้องแก้ให้จบ อย่าแก้แบบไฟไหม้ฟาง แก้แล้วต้องเอาขึ้นมาในระบบ ทำให้ถูกต้อง ติ๊กลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายว่าดอกเบี้ย อัตราร้อยละเท่าไหร่
“ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นที่ปรึกษานายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลัง ก็ใช้แบงก์นาโนขึ้นมา แต่ก็มีปัญหาว่าแบงก์ไม่มีคนไปเก็บรายวัน แต่หนี้นอกระบบมีคนทวงทุกวัน เราเคยลองมาแล้ว เราเคยใช้มาแล้วหลายอย่าง วันนี้ต้องเอาจากใต้ดินขึ้นมาบนดิน ต้องติดบัตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องกำหนดว่าคนหนึ่งต้องกู้ได้ สมมติ 50,000 ไม่เกิน 150,000 อย่างนี้” นายชาดาเผย
นายชาดากล่าวว่า เราต้องเข้าไปควบคุมให้ได้หลายอย่าง วันนี้ตนทำงานอยากตัดต้นให้มันตายไปเลย แล้วเอาขึ้นมาให้มันถูกกฎหมาย ทำให้มันเป็นทางออกของพี่น้องประชาชน ถ้าเราแก้จบแล้วท่านก็ไปเกิดหนี้ใหม่ อีก 4-5 รัฐบาลก็ต้องมาแก้หนี้นอกระบบ
“เจ้าหนี้ที่ไม่อยากเข้าก็เลิกไปเลย ผมให้โอกาสคุณขึ้นมาถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำคุณก็เลิกไปเลย ก็ถูกดำเนินคดี ผมมีความเด็ดขาดที่จะทำได้ แต่วันนี้แค่พูดถึงธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปวดหัวแล้ว อย่าทำโครงการสำเร็จด้วยการถ่ายภาพ
ผมมาจากดิน มาจากประชาชนต่างจังหวัด ผมอยากทำงานทุกอย่างแล้วให้มันจบ ผมไม่อยากเป็นคนเก่ง แต่อยากนับหนึ่งในสิ่งที่ดี ไม่งั้นบ้านเมืองมันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้” นายชาดาเผย
เมื่อถามถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล อย่างกรณี กำนันนก ทำให้คนไทยตื่นตัว หวยดันมาออกที่คุณชาดา ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งและรับเรื่องนี้ไปดู โดยคุณชาดาบอกด้วยว่า เกี่ยวพันหลายเรื่อง ทั้งยาเสพติดและหนี้ด้วย ?
นายชาดากล่าวต่อว่า ตนว่าทุกวันนี้ผู้มีอิทธิพลน้อยมากแล้ว จากที่เราทำบัญชีมา ก็จะเป็นคนที่มีความผิด แต่ที่เรายอมไม่ได้ คือพวกที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน อย่างพวกเงินกู้ ยาเสพติด
แต่เรียนด้วยความเคารพ วันนี้ปัญหาหลักคือยาเสพติดที่กัดกินสังคมไทย และทำให้ครอบครัวระดับล่างมีปัญหาอย่างมาก ลูกติดยา พ่อแม่ทำมาหากิน ให้เงินไปลูกก็เอาไปเสพยา ยังไม่พอก็ไปตีพ่อตีแม่ จะเห็นจากข่าวมากมาย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
“การปราบปราม ก็คือการปราบปราม แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้สังคมเข้มแข็ง เราจะมีการเข้าไปสแกนหมู่บ้าน ในหมู่นี้ นายอำเภอกับผู้กำกับฯ ต้องร่วมกันสแกน ผมถือว่าถ้านายอำเภอ ทำตัวเป็นนายกรัฐมนตรีอำเภอ จะเกิดคุณภาพ ช่วยกันดูแลร่วม ไม่ว่าจะทรัพยากร ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล มันจะดูได้ทั้งหมดถ้าเกิดความเข้มแข็งในระดับอำเภอ
แล้วยาฯ เราจะใช้วิธีสแกนหมู่บ้านหาผู้เสพ แล้วนำมาบำบัดรักษา โดยใช้ชุมชน ไม่ส่งไปให้ใครแล้ว ให้ชุมชนดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็ควบคุม ส่งเสริมอาชีพ
เมื่อถามต่อว่า จะเอาอยู่หรือไม่ ล่าสุด จับยาบ้าได้ 50 ล้านเม็ดเมื่อไม่นานมานี้ ?
นายชาดาแล้วว่า 50 ล้านเม็ด มากมายจริงๆ เพราะว่าข้างบ้านเรามีสงคราม มีปัญหาทางการเมือง เขาต้องใช้เงินมาก จึงส่งยาเสพติดมาบ้านเรา เราก็พยายามทำความเข้าใจกับผู้เสพ
“ยาบ้า ต้นทุนสลึงเดียว คุณไปซื้อด้วยเงิน 50 บาท 100 บาทเนี่ย คุณโง่มาก เงินออกไปนอกประเทศมหาศาลนะ กับของที่ราคาถูกอต่มาซื้อเป็นของแพง ก็ขาดทุนแล้ว แล้วยังเสียสุขภาพ สังคมเสื่อมทราม ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับผู้เสพ และเราต้องใช้ชุมชนบำบัด อย่างของ กระทรวงสาธารณสุขของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
มี ‘ชุมชนล้อมรักษ์’ เราต้องโอบคนในสังคมไว้ อย่าดันเขาออกจากสังคม ไม่อย่างนั้นเขาจะติดยา กู่ไม่กลับ” นายชาดากล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าอย่างนั้นต้องแยกกัน 2 ส่วน ระหว่างผู้ขายกับผู้เสพใช้หรือไม่ ?
นายชาดากล่าวว่า ผู้ขายเราปราบเด็ดขาด ไม่เอาไว้ แต่ผู้เสพเราต้องถือว่าเป็น ‘ผู้ป่วย’
“ผู้ขาย มีเม็ดนึงเราก็ไม่ยอม อย่างที่เดี๋ยวนี้เขาบอกไม่เกิน 5 เม็ด เป็นผู้ป่วย เม็ดเดียวเราก็ไม่ยอมถ้าเป็นผู้ค้า แต่ผู้เสพคือผู้ป่วย เอามาบำบัด
โดยใช้วิธีสแกนหา ตรวจฉี่ ตรวจอะไรในหมู่บ้าน โดยใช้คนในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ อำเภอช่วยกัน เอาคนพวกนี้มาบำบัดในชุมชน ถ้าเขาไม่มีอาชีพก็ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาชุมชน ยังมีอีกหลายอย่างที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมอาชีพให้เขา ไม่ว่าจะเรื่องโอท็อป หรือการทำมาหากิน เดี๋ยวนี้เรามีกองทุนพัฒนาบาบาทสตรี ปีนี้ได้ไป 300-400 ล้าน ให้กับบุคคล 3 คน ร่วมกันกู้ไปประกอบธุรกิจ ถือเป็นการสร้างรายได้ให้เขา และมีแหล่งทุนให้เขาเอาไปทำมาหากิน” นายชาดากล่าว
เมื่อพิธีกรถามว่า อะไรคือตัวชี้วัดว่า ชาดาเอาอยู่?
นายชาดากล่าวว่า ตนขอบอกเลย ไม่ได้ว่าใคร แต่ที่ผ่านมา โครงการของไทยสำเร็จด้วยการถ่ายรูป
“แชะ จบแล้ว นี่คือความสวยหรูของโครงการประเทศไทย แต่หันไปถามอีก 1 ปี โครงการนั้นหายไปไหน ไม่มีแล้ว ลืมไปแล้ว นี่คือปัญหาที่เรา นักการเมืองบ้านนอก มีความรู้สึกอย่างนั้น” นายชาดากล่าว
นายชาดากล่าวอีกว่า จากที่เราไป เกาะสินไห จ.ระนอง จากผู้เสพ 80 คน ในเกาะ ตอนนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่มีติดยาเลย ซึ่งดำเนินการเป็นชุมชนยั่งยืนด้วย และในสมัยที่ตนเป็นนายกเทศมนตรี ตนก็เข้ามาดูแลเด็กพวกนี้ วันนี้อยู่ใน จ.อุทัยธานี เป็นกำลังหลักสำคัญของบ้านเมือง ทำงาน ทำมาหากิน มีอาชีพอย่างเข้มแข็ง มีฐานะมีรายได้ โดยเราทำความเข้าใจ
“เวลาน้ำท่วมก็ไปช่วยชาวบ้าน เป็นจิตอาสา เกิดความภาคภูมิใจ สังคมก็ยอมรับเขา เพราะในต่างจังหวัดเขารู้จักกันหมดว่าเด็กคนนี้เคยเก คนนี้เคยมีปัญหา เมื่อมาทำงานให้สังคมก็ได้รับการยอมรับ” นายชาดากล่าว
เมื่อถามว่า หากพูดถึงเรื่องผู้มีอิทธิพล เกี่ยวพันกับหลายส่วน ทั้งหนี้ ยาเสพติด ส่วนตัวมีกระบวนการ วิธีการมอง หรือคัดกรองหรือไม่อย่างไรว่าคนนี้สีแดง หรือเหลือง ใช้วิธีคัดกรองเองหรือว่ามีบัญชีอยู่แล้ว ?
นายชาดาเผยว่า ตอนนี้เรามีสีแดง และเหลือง โดยที่ให้จังหวัด หน่วยราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นผู้ส่งชื่อเข้ามา ประมาณ 1,000 กว่าคน โดยเป็นสีแดงประมาณ 300-400 คน คือผิดกฎหมายชัดเจน ซึ่งบางคนอาจจะตายไปแล้ว ติดคุกอยู่หรือหนีคดีไปแล้ว เราจึงกำลังปรับปรุงบัญชีอยู่ให้ ‘สีแดง’ ยังคงอยู่ คือต้องดำเนินการจับกุม ถือว่าเข้มข้น แต่ ‘สีเหลือง’ กำลังเริ่มจะขึ้น เราก็เรียกมา เพราะว่าอนาคตจะเป็นผู้มีอิทธิพล
“ทางจังหวัดก็จะเรียกมาทำสัตยาบันด้วย และพูดคุย แล้วถ้าโอเคไม่มีพฤติกรรมอีก เราก็จะปล่อยคุณออกจากบัญชี เหมือนชุมชนยั่งยืนที่เราจะทำเราจะให้บัตรสีขาวกับเขา จากผู้ติดยา วันนี้เขาไม่ใช่แล้ว”
“กรณีผู้มีอิทธิพล ผมเรียนว่าบางทีก็แค่ผิดกฎหมาย อย่าง สองอย่าง กลายเป็นถูกขึ้นเป็นบัญชีสีแดงบ้างอะไรบ้าง ตอนนี้ทางจังหวัดกำบลังดำเนินการอยู่ ที่ตำรวจ ทหาร ทุกฝ่าย ก็จะคัดกรองคนพวกนี้ ดูพฤติกรรมว่าเป็นอย่างไร ถ้าตัดได้ก็ตัดไป แต่ถ้าไม่ ก็จะใช้มาตรการทุกอย่างเข้าไปดำเนินการ” นายชาดากล่าว
เมื่อถามว่า ส่วนตัวคุณชาดา ไปคุยกับผู้มีอิทธิพลเองได้หรือไม่ จากประสบการณ์ที่เราเคยยืนอยู่ในยุทธจักรมาก่อน?
นายชาดากล่าวว่า ตนคุยได้หมด คุยได้ทั้งนั้น ไปคุยที่ไหนก็ได้
“แต่คุยกับผมแล้วต้องเลิกนะ (หัวเราะ) ถ้าคุยแล้วยังเป็นต่อ ผมไม่คุยด้วย ว่างั้น ต้องดำเนินการตามกฎหมาย” นายชาดากล่าว
เมื่อถามถึงสโลแกนส่วนตัวที่อยากบอกประชาชนคนไทย ว่าเราตั้งใจทำงานจริง ?
นายชาดาเผยว่า ความจริงตนมีสโลแกนว่า ชีวิตที่เหลือเพื่อชาวอุทัยฯ
‘แต่ผมเปลี่ยนใหม่แล้ววันนี้ เป็น ชีวิตที่เหลือเพื่อแผ่นดินไทย” นายชาดากล่าว



