การอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่เพิ่งจบลง

ประเด็นและข้อมูลของฝ่ายค้าน ทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคประชาธิปัตย์ โดดเด่นแค่ไหน

การชี้แจงของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และรัฐมนตรี เคลียร์ชัดหรือไม่รวมถึงบรรยากาศการอภิปรายสะท้อนอะไร

มีการวัดผลจากนักวิชาการที่เกาะติดการอภิปราย

วันวิชิต บุญโปร่ง

คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

บรรยากาศการอภิปรายเรียบง่ายดี เพราะเป็นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ความหวือหวาหรือบรรยากาศจึงต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจค่อนข้างมาก ภาพรวมจึงเรียบง่าย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประกอบกับการตั้งคำถามหรือข้อเคลือบแคลงสงสัยของข่าวลือข่าวปล่อยว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมรัฐบาลก็จบไปในตัว กับการอภิปราย หรือการลุกขึ้นชี้แจงโต้ตอบกันระหว่างนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ตลอดจนนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ว่าทิศทางไม่น่าจะเป็นไปตามข่าวลือ

ความแปลกใหม่ในเรื่องข้อมูลก็ยังไม่เห็นความหวือหวาอะไรมาก รูปแบบการอภิปรายรอบนี้อาจเป็นการทดลองหรือเป็นการซ้อมรบ เพื่อเป็นการเตรียมส่งไม้ต่อให้ผู้อภิปรายหน้าใหม่ๆ ให้มาอภิปรายในข้อมูลที่ตัวเองถนัด หรือประเด็นข้อมูลที่ตัวเองติดตาม

อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งการอภิปรายของฝ่ายค้านถือว่าประสบความสำเร็จในการชี้ช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานอะไรเป็นรูปธรรมบ้าง ซึ่งฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ในกรอบและข้อมูลของตัวเองได้ดีในภาพรวม

ขณะที่รัฐบาลก็ชี้แจงได้ดี คนที่โดดเด่นคือนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ซึ่งตอบคำถามได้ชัดเจนทุกประเด็น ไม่อยากให้มองเพียงการตัดต่อหรือโค้ดคำพูดเฉพาะเพียงวิวาทะสำคัญที่มีการโต้ตอบระหว่างนายสุทิน กับ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

เพราะความรู้ ความสามารถ และการตอบคำถามของนายสุทิน ถือว่าโดดเด่นที่สุดในบรรดาผู้ที่ลุกขึ้นชี้แจง

ส่วนนายเศรษฐา ภาพรวมก็ถือว่ารักษาทรงได้ดี ปรับตัวสู่การเป็นนักการเมืองอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ลุกขึ้นชี้แจงถี่เกินไป บางเรื่องถ้านายกฯ ลดพื้นที่โดยไม่ต้องชี้แจง เพียงแค่รับฟังเอาไว้ เช่น ช่วงที่มีวิวาทะกับนายชวนต้องระมัดระวังภาพที่ออกมา แต่ภาพรวมนายเศรษฐาถือว่าสอบผ่าน

สำหรับพรรคก้าวไกลส่วนตัวให้คะแนน 7 เต็ม 10 ซึ่งถือว่าดี ผู้อภิปรายหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นนายวิโรจน์ นายรังสิมันต์ โรม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ยังสามารถดึงแฟนๆ ให้ร่วมฟังการอภิปรายได้ดีสมราคา

ส่วนข้อมูลทีเด็ดอาจเก็บไว้ใช้ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติมากกว่า ถ้าครบวงรอบ 1 ปี คงได้เห็นข้อมูลชัดเจนมากขึ้นถึงประสิทธิภาพของฝ่ายค้านในการทำงาน

สิ่งที่ฝ่ายค้านได้ในการอภิปรายครั้งนี้คือการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้รู้จักผู้อภิปรายของฝ่ายค้าน เป็นการอวดของหรือโชว์ดาวจรัสแสงจะมีความพร้อมหรือแจ้งเกิดได้หรือไม่ หากวันหนึ่งบุคคลสำคัญในพรรคก้าวไกลอาจหมดสิทธิ์ เพราะคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่นำไปสู่การยุบพรรคในอนาคตก็ได้

ดังนั้น จึงเป็นเหมือนการถ่ายเลือดแบ่งบทบาทให้เห็นหน้าที่ในภาพรวม การประเมินจึงถือว่าเป็นที่น่าพอใจทั้งคู่ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคก้าวไกล โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังไว้ลายทีเด็ดว่าเป็นพรรคเก่าแก่เป็นฝ่ายค้านฝีปากกล้า ยังเชื่อยี่ห้อได้ว่าเป็นฝ่ายค้านที่ทำงานด้วยคุณภาพ

ขณะเดียวกันก็มีระยะห่างของคนที่จะเชื่อมต่อโดยเฉพาะสส.หนุ่มสาวในพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องไล่ฝึกปรือประสบการณ์มากกว่านี้ ซึ่งแตกต่างจากพรรคก้าวไกลในเรื่องคุณภาพหรือการกระจายบทบาท

ที่เห็นได้ชัดคือ ความหลากหลายในประเด็นการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มากพอแตกต่างจากพรรคก้าวไกล แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ก็ถือว่ายังสอบผ่านอยู่

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

เป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติที่มีสีสัน และฝ่ายค้านทำงานได้ดี ฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่ก็ตอบได้ดีทำให้บรรยากาศการทำงานในรัฐสภา ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรมองว่ากำลังดี

ในส่วนพรรคก้าวไกลถามว่าการอภิปรายมาตรฐานคงเดิมหรือไม่ เดากันเยอะตั้งแต่ช่วงมี นายธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แต่คำตอบก็คงชัดแล้วว่าทีมของพรรคก้าวไกลมีคนที่ทำงาน และมีคนที่สามารถดึงประเด็นปัญหาที่ทับซ้อนมาอภิปรายให้เห็น ได้ง่าย และเป็นที่ถูกใจของประชาชน

หมายถึงไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นคนจากแถวที่ 1, 2, 3 ก็มีคุณภาพ สมัยก่อนที่ยุบพรรคไทยรักไทย ยังมีพรรคพลังประชาชน ยุบพรรคพลังประชาชนยังมีพรรคเพื่อไทย การเมืองเมืองไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายคนคิด แต่อย่างไรก็ตามการยุบพรรคเป็นยาขนานที่ควรเลิกใช้ได้แล้ว

ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลในหลายประเด็น ท่าทีของรัฐบาลในการตอบก็เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย การบอกว่าจะรับพิจารณาแล้ว นำไปทำต่อ จึงมองการอภิปรายในครั้งนี้เป็น positive

พรรคฝ่ายค้านก็ทำได้ดีโดยเฉพาะการตั้งคำถาม บรรยากาศทั้งการตอบและตั้งคำถามเป็นไปได้ด้วยดี รัฐมนตรีบางท่านตอบได้ดี การอธิบายเป็นไปด้วยการใช้เหตุและผล แต่รัฐมนตรีบางคนไม่จำเป็นต้องใช้พรีเซนเทชั่น สามารถลุกตอบแบบตรงไปตรงมาได้เลย

แต่การชี้แจงถ้าเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรพูดว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลเก่า ซึ่งรัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องแก้ปัญหา ปัญหาสืบเนื่องมาจากรัฐบาลเก่าแล้วจะแก้อย่างไร รัฐบาลนี้ก็ต้องตอบ

ส่วนความสนใจของประชาชนต่อการอภิปราย ครั้งนี้ที่ดูไม่มากนัก เป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้สถานการณ์บ้านเรากำลังจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ ประเด็นที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ๆ ก็ไม่มีเหมือนหลายปีก่อน

และคงด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ใกล้สงกรานต์ บรรยากาศอยู่ในโหมดเตรียมหยุดพักผ่อน และประชาชนอาจสนใจปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตจะทำอย่างไร และรัฐบาลก็เพิ่งทำงานได้ประมาณ 6 เดือน บางคนก็อาจบอกว่าก็ให้ทางรัฐบาลทำงานไปก่อน บรรยากาศการอภิปรายจึงไม่เข้มข้น

อีกอย่าง เมื่อประชาชนรับรู้ว่าไม่มีการโหวตในเรื่องความไม่ไว้วางใจอาจจะทำให้การติดตามน้อยลง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

ฝ่ายค้านทำการบ้านได้ดี ประเด็นการนำเสนออยู่ในความสนใจของประชาชน และโน้มน้าวด้วยภาษาง่ายๆ ทำให้คนสนใจได้มาก ขณะที่รัฐบาลไปให้น้ำหนักของความกังวลใจที่มีต่อบุคคลที่ 3 คือ นายทักษิณ ชินวัตร มากจนเกินไป

ทำให้ประเด็นอื่นๆ ที่ชี้แจงไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทัพ ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม น้อยเกินไป เหมือนตอบพอเป็นพิธีหรือเป็นภาษาราชการ คงจะประเมินว่าการอภิปรายตามมาตรา 152 อย่างไรก็ไม่กระทบต่อรัฐบาล เพราะไม่มีการลงมติโหวตใดๆ

มีบางเรื่องที่คิดว่าพรรคเพื่อไทยควรจะแก้เกมให้เร็วกว่านี้ ฝ่ายข้าราชการประจำต้องรีบทำเครื่องมือสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งมาแก้เกมในวันสุดท้ายอาจไม่ทันการณ์ และการประท้วงบางเรื่องสะเปะสะปะ

สำหรับนายกรัฐมนตรี บางครั้งที่ตอบโต้โดยใช้ภาษาการเมืองอาจถูกใจแฟนคลับ แต่ก็ถูกมองได้เช่นกันว่าเป็นการตอบโต้เหมือนการเมืองสมัยเก่า

และหากต้องให้คะแนนฝ่ายค้าน เมื่อเทียบกับการซักฟอกของสว. ให้ 8 คะแนน เต็ม 10 ซึ่งถือว่าได้เกรด A เพราะการอภิปรายของสว. และฝ่ายค้านแม้จะมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน แต่ความสนใจของประชาชนแตกต่างกันมาก

มีข้อน่าสังเกตจากพรรคก้าวไกล แม้จะเป็นการอภิปรายแบบไม่ลงมติแต่คงมาตรฐานเดิมไว้ได้อาจเพราะพรรคก้าวไกลคิดว่าต้องรักษาฐานแฟนคลับ หากเกิดวิกฤตอะไรขึ้นก็ตามก็ยังรักษาศรัทธาเอาไว้ได้

จะเห็นว่าผู้นำแถว 1 ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว ผู้นำแถว 2 ก็จะโดนตัดสิทธิ์ตาม อาจหาบุคลากรทางการเมืองไม่ทันกับวิกฤตนี้ แต่การซักฟอกครั้งนี้ สส.หลายคนของพรรคก้าวไกล เป็นสส.สมัยแรกแต่อภิปรายได้อย่างดี

ส่วนตัวยังคิดว่าผลจากการอภิปรายครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยอาจต้องตัดสินใจปรับครม. หรือดึงเสียงฝ่ายค้านมาเป็นพันธมิตร เพื่อเอามาถ่วงดุลอำนาจของพรรคภูมิใจไทย แม้ 314 เสียงจะเพียงพอแต่ด้วยการทำงานของเพื่อไทย ที่เชื่อในการมีอำนาจเต็มต้องได้เกิน 400 เสียง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน