“ปริญญา” แนะ “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน” ถกทางออก แก้รธน.ร่วมกัน ชี้เดินคนละทางสำเร็จยาก ไม่ผ่านตั้งแต่ประชามติครั้งแรก หวังเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประชาชน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 เม.ย. 2567 ที่รัฐสภา นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง ว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นฉบับที่มีปัญหามาก เพราะร่างขึ้นมาโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ตัวผู้ร่างก็มาจากคณะรัฐประหาร และวางกลไกในการสืบทอดอำนาจ แม้สว.ที่จะหมดวาระก็เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ กลไกต่างๆ ที่วางไว้ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยังต้องแก้อีกมาก ทำให้ต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง

ปัญหาของการแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ผ่านมาแก้ได้ยาก ซึ่งเป็นบทเรียนจากการแก้รัฐธรรมนูญปี 2534 มีคนร่างคนเดียวกัน คือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. วางกลไกไว้ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

ดังนั้น เมื่อสว.ชุดปัจจุบันจะหมดวาระลงในวันที่ 10 พ.ค. โอกาสที่จะได้สว.ชุดใหม่ให้มาเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย หนทางก็จะเปิดมากขึ้น แต่ข้อที่เป็นอุปสรรคใหญ่เป็นเรื่องกติกาของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อถกเถียงที่ว่าต้องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง เป็นเรื่องที่ศาลไม่รับวินิจฉัยแล้วให้ทำไปเลย ซึ่งรัฐบาลก็แถลงแล้วว่าให้ทำประชามติ 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ความเห็นของตน การทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่จำเป็นต้องถาม 2 ครั้ง เพราะการถามครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องเดียวกัน คือ ถามครั้งแรกจะให้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อประชาชนเห็นชอบก็มาเสนอร่าง พอร่างเสร็จก็ต้องถามประชามติอีกเป็นครั้งที่ 2 ว่าจะเอาหรือไม่ โดยที่ยังไม่ได้เริ่มต้นร่างเลย แต่เมื่อรัฐบาลมีแนวทางแบบนี้เราก็ต้องติดตามดูต่อไป

นายปริญญา กล่าวว่า ส่วนที่จะเป็นข้อเห็นต่างกันมากระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล คือเรื่องของคำถาม เพราะในคำถามมีการถามว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่กับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งมีความเห็นไม่ลงรอยกัน ดังนั้น ตนเห็นว่าควรเอาตามกติกาก่อน

ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 255 บัญญัติไว้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะแก้ไขไม่ได้ ถือว่ามีขอบเขตอยู่แล้ว ที่ผ่านมาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น ฉบับ 2540 ก็อยู่ภายใต้หลักการนี้อยู่แล้ว

“ดังนั้น หากรัฐบาลอยากเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญได้ ควรจะหาหนทางในการพูดคุยกับฝ่ายค้านให้พอจะไปกันได้ เพราะถ้าหากเดินหน้าไปโดยเห็นต่างกันแบบนี้ เดี๋ยวการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน จะไม่เริ่มต้นแม้กระทั่งการทำประชามติครั้งแรกด้วยซ้ำไป” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งตอนทำประชามติ ปี 2559 เขายังแยกเป็น 2 คำถามเลย คือเห็นชอบหรือไม่กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับเห็นชอบหรือไม่ที่ให้ สว.โหวตเลือกนายกฯ หากจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งก็ควรจะคุยกันให้ออกมาเป็น 2 คำถามได้หรือไม่

ดังนั้น ตนขอเสนอว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งเคยเป็นฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน และมีสัญญาประชาคมกับประชาชนไว้ด้วยกันมาว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตย เพราะหากยังเดินหน้าไปโดยยังเห็นต่างกันอยู่ ตนเกรงว่าประชามติจะไม่ผ่าน สุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ไม่เสร็จ

“เรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ควรเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือกัน นี่คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังอยากจะเห็น ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเดินหน้าไปข้างเดียว” นายปริญญา กล่าว

เมื่อถามว่าการตั้งคำถาม หากรัฐบาลยืนยันไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 จะทำให้ประชามติมีความเสี่ยงไม่ผ่านได้หรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า เรื่องนี้ควรต้องคุยกันด้วยเหตุและผล อย่าเพิ่งไปตายตัวขนาดนั้น จะเป็นคำถามแบบไหนก็ต้องคุยกัน

เมื่อถามว่าในพ.ร.บ.ประชามติ กำหนดไว้ว่าการทำประชามติจะผ่าน ต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ มองว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า การใช้สิทธิ์เลือกตั้งของประชาชน ล่าสุดคือ 74% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งโอกาสที่จะใช้สิทธิ์ในการทำประชามติก็มีถึงอยู่แล้ว ถ้าทำให้เกิดความเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่

แต่ถ้ารัฐบาลกับฝ่ายค้านเห็นต่างกัน 50% ก็ถึงยาก อย่าว่าแต่จะได้เสียงกินครึ่งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การออกแบบเรื่องประชามติโดยหลักแล้ว จะต้องได้เสียงเกินครึ่งของประชาชนที่มาออกเสียง ส่วนจำนวนขั้นต่ำเป็นเท่าไร ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้

“คำถามคือเขาจะคุยกันได้หรือไม่ ซึ่งเราก็หวังว่าจะเกิดการเดินหน้าไปได้ และถ้าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายเสียที และรัฐธรรมนูญที่จะเป็นครั้งสุดท้ายได้ ต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ดังนั้น จุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ คือ รัฐบาลกับฝ่ายค้านต้องมาคุยและหาทางออกร่วมกัน หากเดินหน้าไปอย่างนี้จะสำเร็จได้ยาก” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวต่อว่า แต่ถ้าหากเงื่อนไขค่อนข้างจะสูง ทำให้เกิดปัญหาได้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่ตัวคำถาม แต่ปัญหาคือความเห็นต่างระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล และจะทำให้การเดินหน้าไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งนับถึงขณะนี้ก็จะครบ 10 ปีแล้ว ตั้งแต่มีการยึดอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไป แต่ผลพวงของการรัฐประหารยังอยู่กับเรา

ดังนั้น การนำพาประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยปกติอีกครั้งเป็นเรื่องที่ประชาชนย่อมคาดหวัง ซึ่งความคาดหวังนี้จะไม่สำเร็จหากต่างคนต่างทำ แม้โอกาสที่จะได้เสียงของ สว. สนับสนุน 1 ใน 3 มีโอกาสเปิดกว้าง เพราะมีสว.ชุดใหม่ แต่ระบบของสว. ก็ไม่ใช่ระบบที่ดี

นายปริญญา กล่าวต่อว่า เนื่องจากมีความซับซ้อนมาก และเป็นระบบที่เรียกว่าคนธรรมดาไม่มีเงิน ยากที่จะได้เป็นสว. แต่จะไม่มีใครครอบงำเป็นกลุ่มก้อนได้เหมือนสว.ชุดปัจจุบัน ที่เลือกมาโดย คสช.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน