กมธ.นิรโทษ เตรียมเสนอนิรโทษกรรมคดีมีเหตุจูงใจทางการเมือง พ่วงคดีไม่รุนแรง ตั้งแต่ปี 48-ปัจจุบัน ขณะที่ต้องแยกพิจารณาคดี ม.112 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 2 พ.ค.2567 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม แถลงหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันว่าจะมีการนิรโทษกรรมการกระทำและการแสดงออกทั้งหลายที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
โดยมีคำนิยามว่า มูลเหตุทางการเมืองหมายถึงการกระทำอะไรบ้าง จะนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ส่วนจะนิรโทษกรรมการกระทำอะไรบ้าง ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่าการกระทำที่มีโทษนั้นควรอยู่ในบทนิยามคำว่า “มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง”
คณะอนุกรรมการฯ จะไปสรุปประเภทคดีว่ามีการกระทำอะไรตั้งแต่ 2548 จนถึงปัจจุบัน ที่อยู่ในข่ายมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ก็จะนำเข้ามาเป็นรายละเอียด พร้อมแยกแยะให้เห็น เนื่องจากการกระทำหลายอย่างดูแล้วไม่ใช่ และไม่อยู่ในข่ายมูลเหตุจูงใจทางการเมืองโดยตรง แต่การกระทำในทางกฎหมายที่เรียกว่าเป็นความผิดในหลายบท เช่น บางคนอาจโดนคดีหลักและมีคดีรอง เช่น คดีจราจรทางบก คดีนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ คดีเกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นต้น
นายชูศักด์ กล่าวต่อว่า กมธ.จะแยกแยะการกระทำประเภทนี้ว่ามีการกระทำอะไรบ้างที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ ซึ่งบางเรื่องจะมีมติให้ขอนิรโทษกรรมไปเลย เพราะบางคดีเป็นความผิดที่ไม่รุนแรง เช่น ความผิดพ่วง
นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีมติขอขยายพิจารณาออกไปอีก 60 วัน แต่กมธ.คงใช้ไม่เต็มทั้ง 60 วัน โดย กมธ.จะทำรายงานสรุปให้เสร็จก่อนเปิดสภาสมัยประชุมในเดือนก.ค.
ส่วนมีคดีอะไรบ้างที่จะให้นิรโทษกรรม นายชูศักด์ กล่าวว่า เป็นคดีที่เราระบุเกิดตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับเหตุการณ์ แต่ไม่ได้ระบุถึงประเภทคดีแบบเป็นรายคดีว่า หมายถึงการกระทำหรือคดีอะไรบางที่อยู่ในข่ายควรได้รับนิรโทษกรรม ซึ่งจะทำเป็นรายละเอียดไปเสนอให้กับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ได้พิจารณาในชั้นรายละเอียด ส่วนจะเป็นคดีอะไรบ้าง เราจะทำเป็นรายละเอียดแนบเป็นรายงานเพิ่มเติมเข้าไป
“เราก็คิดว่าถ้ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองแล้ว ส่วนใหญ่ต้องได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด โดยไม่มีการแลกเปลี่ยนอะไร” นายชูศักดิ์ กล่าว
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนคดีมาตรา 112 จะแยกไปเป็นอีกกรณีหนึ่ง เพราะเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและมีความเห็นที่ยังไม่ตรงกันมาก เราจึงคิดว่าน่าจะแยกออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อพิจารณาว่าเรามีมาตรการใดหรือไม่ โดยจะไม่พิจารณาร่วมไปในเรื่องที่เราพูดกันไปแล้ว