รำลึก 32 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 พรรคการเมืองประสานเสียง ดันรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน “อ.ปริญญา” หวัง มีรธน.ที่เป็นธรรม ไม่เกิดการนองเลือดอีก
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2567 ที่อนุสรณ์สถาน พฤษภาประชาธรรม สวนสันติพร ถนนราชดำเนิน มีการจัดงาน รำลึก 32 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมวางพวงมาลารำลึกวีรชน นำโดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35, ญาติผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับผลกระทบ, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม

รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ทั้งนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา, นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ร่วมวางพวงมาลารำลึก
พร้อมทั้งตัวแทนจากกรุงเทพฯ ตัวแทนจากพรรคการเมือง อาทิ นางศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันทร์แรงงานไทย เข้าร่วมงาน

โดยนายอดุลย์ กล่าวว่า เจตนาที่สร้างอนุสาวรีย์ เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจทุกฝ่าย มีความอดทน สันติ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน คือ สิ่งที่คณะกรรมการญาติวีรชน เรียกร้องมาตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ญาติวีรชนจึงไม่ยอมรับค่าชดเชย
แต่เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ญาติวีรชนพร้อมรับการชดใช้ ไม่ใช่การเยียวยา ขอย้ำถึงภารกิจหลักของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 คือ การต่อต้านรัฐประหาร ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม
ขณะที่ นายปริญญา กล่าวย้อนถึงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่มีการเผาเลือดบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งสรรหามติร่วมกันว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น แต่กลับมีการชุมนุมใหญ่จนมีผู้เสียเลือดเสียเนื้อเกิดขึ้นอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 32 ปีที่แล้วก็เพราะประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาและประกาศใช้ก็มีการสืบทอดอำนาจ หากรัฐธรรมนูญปี 2534 มีความเป็นประชาธิปไตย ก็คงไม่ต้องมีการเรียกร้องจนเกิดการนองเลือด เหมือนว่าเรายังไม่ได้ไปไกล ยังกลับมามีปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญที่มาจากการร่างจากคณะรัฐประหาร ที่มีชื่อเกือบจะเหมือนกัน และใช้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนเดียวกัน
“ในนามของผู้สูญเสียทุกคนเรามาช่วยกัน นำบ้านเมืองกลับสู่ประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และขอให้ตระหนักว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเป็นธรรมกับทุกคน โดยที่ไม่ต้องมีการเรียกร้องประชาธิปไตยหรือเกิดการต่อต้านรัฐประหาร เกิดการสูญเสียขึ้นอีก” นายปริญญา กล่าว

นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา
ด้าน นายวันมูหะหมัดนอร์ กล่าวว่า วันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว เป็นวันที่มีการพรากความรักความฝัน ความเชื่อมั่นความสุขในชีวิตของเรา พรากชีวิต ครอบครัวของผู้เป็นที่รักอิสระเสรีภาพอย่างไม่มีวันหวนคืน
แม้ตนจะไม่มีความสัมพันธ์เป็นญาติพี่น้องกัน แต่จากเหตุการณ์และการเสียสละที่เกิดขึ้นได้มีคุณูปการต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยอย่างปฏิเสธไม่ได้ และยังเป็นเครื่องเตือนสติว่าประชาธิปไตยยังต้องต่อสู้เพื่อก้าวต่อไป ตามเจตนารมณ์ของวีรชนของพวกเรา
ผลจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ไม่เพียงแต่ปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในความทรงจำ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง รับรองสิทธิเสรีภาพเกี่ยวกับเสรีประชาธิปไตยอย่างมีนัยยะสำคัญ และเป็นแม่แบบการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื้อหาที่สะท้อนการยอมรับประชาชนอย่างแท้จริง
แต่ยังสามารถทำให้มีกฎหมายจำนวนมากที่ตอบสนองประชาชนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเพศเพศ เชื้อชาติ และศาสนา รวมถึงความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม
“ผมขอขอบคุณและแสดงความเสียใจกับญาติวีรชนที่ได้เสียบุคคลอันเป็นที่รัก แต่ถือว่าบุคคลเหล่านั้นได้ทำเพื่อบ้านเมืองและประชาธิปไตยอย่างน่าภูมิใจ และน่าจดจำแห่งหัวใจตลอดไป จากนี้สังคมจะต้องเดินต่อไปอย่างสันติภาพ แม้จะมีความขัดแย้งแต่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงและการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่ระบบประชาธิปไตย ไม่ทำให้การเสียชีวิตสูญเปล่า เพื่อดำรงเจตนาญาติวีรชนให้ดำเนินต่อไป” นายวันมูหะหมัดนอร์

ด้าน น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่บิดาเป็นทหารและได้ลาออกราชการหลังเหตุการณ์ เนื่องจากรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตนขอเป็นตัวแทนพรรคก้าวไกล ขอคาราวะวีรชนทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตอยู่ ขอคารวะต่อความอัดอั้นตันใจ และหวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการจัดงานรำลึกทุกปี และได้รับคำขอโทษจากรัฐบาลทุกครั้ง

ขณะที่ นางศรีญาดา กล่าวสดุดีวีรชนว่า ประเทศไทยจะมาถึงวันนี้ไม่ได้ ถ้าเมื่อปี 2535 พี่น้องวีรชนไม่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ด้านนายสาวิทย์ กล่าวว่า หลายคนที่เคยต่อสู้ไม่เคยเปลี่ยนเส้นทางยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการเห็นความรุนแรงและรัฐประหาร จึงอยากเรียกร้องทุกคน ทุกพรรคการเมือง ให้ทำหน้าที่อย่างที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน พี่น้องวีรชน ให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง