ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำร้อง 40 สว. ยื่นถอดถอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จากปมแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรมต.สำนักนายกฯ แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
มติดังกล่าวสะท้อนอะไร ส่งผลอย่างไร มีความเห็นจากนักวิชาการ และสว.ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อ
โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา
คำสั่งรับคำร้องเรื่องคุณสมบัติ นายกฯไว้พิจารณา แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จะไม่ส่งผลกระทบขณะนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่มีข้อกังวลใจคือศาลรัฐธรรมนูญ 4 ใน 9 เสียง บอกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าข้อหาฉกรรจ์มาก
ส่วนที่พูดกันว่าการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะทำให้เกิด ความเสียหายแก่การบริหารราชการ ฝ่ายที่ออกมาพูดซ้ำๆ จนเกิดวาทกรรมเป็นที่ประจักษ์ เป็นการพูดซ้ำๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตลอดชีวิต ซึ่งไม่ใช่ จะผิดจะถูกอย่างไรก็ว่ากันไป แต่พ้นจากการดำเนินการในข้อกฎหมายแล้วก็ต้องถือว่า เขาบริสุทธิ์สุจริต
อาทิ ผมไม่ได้ข้ามถนนทางม้าลายได้ทำผิดและถูกตำรวจปรับ ถูกลงโทษไปแล้วก็จบ จะบอกว่า ผมเป็นคนเดินเท้าที่ไม่ปกติ จะติดตัวไปจนหมดลมหายใจเลยหรืออย่างไร
ส่วนที่ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่มองเป็นสัญญาณดีก็เป็นสิ่งดี แต่บางคนก็บอกไม่ดี ที่ผ่านมาก็เคยสั่งให้อดีตนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่มาถึง 3 คนแล้ว
ทั้งที่ฝ่ายบริหารต้องมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือความเห็นชอบของราษฎร แต่กฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือราษฎร หรือเปล่า เป็นการมองในเชิงนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์
ประเด็นตั้งนายพิชิต นายกฯ ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งกระบวนการกรอกประวัติ ตรวจสอบประวัติและสอบถามกฤษฎีกา ข้อแก้ต่างนี้ถามว่า พอฟังขึ้นหรือไม่ก็มองว่าเขาก็เล่นกันไปตามเกม เรื่องแบบนี้คนงงตั้งแต่ตั้งเข้าไปแล้ว แต่เมื่อตั้งไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบ
เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยใช้เป็นข้ออ้างที่จะนำมาสอย ซึ่งตลอดระยะเวลามา 20 กว่าปี ที่ผ่านมาก็สอยกันเป็นประจำ มีนักร้องแล้วก็มีนักสอย
หากประเมินชั้นเลวร้ายสุดนายเศรษฐา หลุดจากนายกฯ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำยังกุมอำนาจต่อหรือไม่นั้น คิดว่าไม่ต้องสนใจว่านายกฯหลุดหรือไม่หลุด แต่ควรมองเรื่องอำนาจการถอดถอนของศาลรัฐธรรมนูญ
พรรคเพื่อไทยก็ต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร หากตัดสิทธิ์ก็ต้องมีโทษติดตัวอีก นายเศรษฐาก็หมดสิทธิ์จะเป็นนายกฯ แต่หากไม่ได้วินิจฉัยตัดสิทธิ์แค่ให้พ้นตำแหน่งก็เสนอกลับเข้ามาเป็นนายกฯเลย ดูว่าสส.จะว่าอย่างไร เพราะสว.ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ อยู่แล้ว
แต่ถ้ามีคำวินิจฉัยตัดสิทธิ์ 5 ปี 10 ปี พรรคเพื่อไทยก็สามารถเสนอ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกฯ โดยมีเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ถ้ายังไม่ผ่านอีกก็ต้องไปหาคนอื่นมาตามเกณฑ์รัฐธรรมนูญ
ส่วน สว.ที่ลงชื่อเสนอถอดถอนนายกฯครั้งนี้มีเบื้องหลัง อย่างไร ส่วนตัวขอไม่ไปกล่าวหา เขาทำตามความเชื่อและกรอบความคิดเขา และเรื่องผ่านมาแล้ว ถ้าสามารถยับยั้ง ไม่ให้เสนอเรื่อง ให้คิดให้รอบคอบก่อนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อเขาทำไปแล้วก็จะได้รับการตัดสินจากนักประวัติศาสตร์ การเมืองต่อไป
สถาพร เริงธรรม
คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น
คำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาไม่ได้เหนือความคาดหมาย แต่ที่เหนือความคาดหมายคือไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คงต้องการให้กลไกการบริหารเดินหน้าต่อไปได้
แต่จะเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ไม่กล้าฟันธง เพียงแต่ว่าอย่างน้อยก็ไม่เหมือนกรณีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่รับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเลย
กรณีของนายเศรษฐา เหมือนศาลยังอยากให้กลไกการบริหารงานเดินหน้าต่อไปได้ก่อน เพราะหากให้หยุดปฎิบัติหน้าที่คงยุ่งพอสมควร รัฐบาลเพิ่งเริ่มต้น ตอนนี้ประเทศยังไม่อยู่ในสถานะที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง
คำวินิจฉัยหลังจากนี้มีโอกาสที่จะเป็นลบกับนายเศรษฐาได้ เพราะเป็นเรื่องการใช้อำนาจและดุลพินิจแต่งตั้งบุคคล เข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีประวัติหรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเป็น เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตีความได้กว้างครอบคลุมมาก
และการตั้งคำถามไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความก็เป็นการตั้งคำถามตั้งธงไปให้กฤษฎีกาตีความ ไม่ครอบคลุม ถึงประเด็นคุณธรรมจริยธรรม
แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว ไม่ได้มีนัยยะสำคัญต่อคุณสมบัติโดยตรง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็พยายามหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตอกย้ำ และพยายามชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องเรื่องคุณสมบัติ พยายามโยงไปถึงตัวนายกฯ ในเชิงการเมืองอาจพออธิบายได้ แต่ในแง่กฎหมาย ต้องอธิบายด้วยเอกสารหลักฐาน
อย่างไรก็ตาม หากนายเศรษฐาต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ จริงๆ พรรคเพื่อไทยก็ยังคงกุมอำนาจความเป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ และพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นบนพันธสัญญาร่วมกันบางเรื่อง เมื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคแกนนำอยู่ การบริหารก็ยังเดินหน้าต่อไปได้
ส่วน สว.ที่ไปยื่นเรื่องโดยไม่เปิดเผยชื่อนั้นถือเป็นเรื่องการเมืองโดยแท้ พยายามหาเรื่องเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล โดยมีเป้าหมายทางการเมือง เพราะในแง่การบริหารนายเศรษฐาก็ไม่ได้บริหารอะไรผิดพลาด
ดังนั้น ความชอบธรรมของฝ่ายร้องเองถือว่ามีจุดอ่อน มีองค์ประกอบของผู้ร้องครบถ้วนหรือไม่ ตรงนี้เป็นการสู้กัน ทางการเมืองโดยใช้ช่องทางตามกฎหมาย เรื่องคุณสมบัติ สว.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือ
แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วศาลจะให้น้ำหนัก มากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องของศาล แต่เชื่อว่ากระบวนการนิติวิธีคงจะดูเอกสารหลักฐานเป็นหลัก
นายวันชัย สอนศิริ
สมาชิกวุฒิสภา
กรณีศาลรับคำร้องเรื่องคุณสมบัตินายกฯไว้พิจารณาแต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น อันดับแรกผลจะออกหรือไม่ออกก็เป็นความเสียหายต่อตัวนายกฯ เหมือนชนักปักหลังว่าคนเป็นผู้นำมีคดีคาอยู่ ทำให้ความเชื่อมั่นภายในและภายนอกเสียหายต่างชาติอาจมองไปถึงสถานะนายกฯ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ
เป็นเรื่องน่าหวาดเสียวส่วนตัวนายกฯ และพรรคเพื่อไทย เพราะคะแนน 6 ต่อ 3 ให้รับไว้พิจารณา แปลว่ามี 3 เสียง บอกไม่ให้รับไว้พิจารณา อาจดูข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่างๆ แล้วไม่น่ารับ ส่วนอีก 6 เสียง บอกว่าดูข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วน่าจะรับไว้พิจารณา
ขณะเดียวกัน 5 ต่อ 4 ที่มีคำสั่งไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แปลว่า 4 เสียงบอกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อีก 5 เสียงไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อเอา 2 ส่วนนี้มาผนวกกัน คือ 6 กับ 4 ทำให้น่าคิดว่าในความคิดของศาลในการตัดสินคดี และถ้ามองแบบตัวเลขไม่ได้มองถึงเนื้อคดี ถือว่าเป็นเรื่องเสียวสันหลังมากเลย เป็นการวิเคราะห์จากตัวเลขและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ในฐานะเป็นนักกฎหมายและเป็น สว. ซึ่งทราบ เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้ ที่สุดเชื่อว่านายกฯ น่าจะเอาตัวรอดได้ ศาลรับเรื่องไว้พิจารณาไม่ได้หมายความว่านายกฯ ต้องผิด และต้องถูกถอน เช่นกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ศาลก็รับคำร้องไว้ และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่ถึงเวลาแล้วก็ไม่ผิด และอีกหลายเรื่องหลายกรณี
เรื่องของนายเศรษฐา ก็เหมือนกัน รับเรื่องไว้แปลว่า ฟังจากคำร้องข้างเดียวยังไม่ได้ฟังการแก้ข้อกล่าวหา เชื่อว่านายเศรษฐาต้องนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมาหักล้างว่า 1.สิ่งที่ตทำไปนั้นได้ทำด้วยความรอบคอบ รัดกุมแล้ว 2.ได้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน
และ 3.ดูข้อเท็จจริงรูปคดีคำสั่งศาลของนายพิชิต ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ สุจริต จึงตัดสินใจ แต่งตั้ง และไม่ได้มีใครมาครอบงำสั่งการ
ถ้านายเศรษฐาพิสูจน์ข้อเท็จจริงมีเหตุมีผลมีข้อกฎหมายประกอบละเอียดน่าจะสู้ได้และน่าจะไปรอด คนเป็นนายกฯ ไม่น่าจะตายน้ำตื้นกับเรื่องแค่นี้ ที่สำคัญกว่าจะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องทำด้วย ความระมัดระวังรอบคอบอย่างยิ่ง
ส่วนตัวเชื่อมาตั้งแต่สมาชิกนำเรื่องนี้มาหารือในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว.กลุ่มที่ไม่ลงนามเห็นจากคำร้องแล้วเชื่อว่ายังไม่มีเหตุ ไม่มีผลและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ สว. หลายคนจึงไม่ได้ลงนาม ความเชื่อของเราและทีมกฎหมายของนายกฯ คงมีรายละเอียดข้อมูลข้อเท็จจริงมากที่จะพิสูจน์ตัวเองได้
ส่วนการเคลื่อนไหวถอดถอนของสว.นั้น กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา อย่างการอภิปรายทั่วไปเราก็เปิดชื่อ ว่าใครบ้างที่ร่วมลงชื่อ ไม่ใช่เรื่องลับๆ ล่อๆ แต่เรื่องนี้ แปลกประหลาดมาตั้งแต่ต้น ต้องประเมินและติดตาม กันต่อไป แต่การปลอมแปลงลายเซ็นสว. เชื่อว่าไม่มีแน่นอน
การที่นายพิชิตลาออกไม่มีผลอะไรต่อนายเศรษฐา แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการปลดชนักคือตัวนายพิชิตเอง และอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการบรรเทาในส่วนของนายกฯ
เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญของพรรคเพื่อไทย และใครก็ตามที่มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณา ให้รอบคอบ ในสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง พรรคร่วมที่ยังไม่แน่นปึ้กต้องใช้ความระมัดระวัง ในการใช้อำนาจ อย่าเปิดจุดอ่อนใดๆ ให้เป็นประเด็น
กรณีของนายพิชิต เป็นเรื่องชัดเจนรู้ว่าคนนี้ มีประเด็นมีปัญหา แม้จะสู้ได้ก็ไม่ควรเปิดช่อง เมื่อเปิดช่องมาแล้วก็พลาด เสียหาย เสียฟอร์ม
ทั้งนี้ นายเศรษฐาจะอยู่ได้หรือไม่ได้บางทีอาจไม่ได้ เกี่ยวกับคดีนี้ แต่อยู่ที่ผลงานต่างหากว่าผลงาน ของพรรคเพื่อไทยจะออกมากี่โมง จะปรากฏเมื่อไร ตามที่โฆษณาหาเสียง