ที่สุด กกต.มีมติเอกฉันท์ไม่เลื่อนการเลือกสว.
ตามที่สำนักงานกกต.เสนอความเห็นเหตุจากกังวลกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย 4 มาตราของพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หรือไม่
ขณะที่มีการตั้งคำถามว่าการเลื่อนกับไม่เลื่อน จะส่งผลกระทบอย่างไรทั้งในแง่กฎหมายและสถานการณ์การเมือง
มีความเห็นของนักวิชาการ ประเมินผลในประเด็นดังกล่าว
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยสิ่งที่ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาต้องเดินหน้าต่อ เพราะศาลยังไม่ได้สั่งให้ทำอะไร ดังนั้น เหตุผลต่างๆ จึงยังไม่ถึงขั้นทำให้เลื่อนออกไปได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้สั่งว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพียงแค่รับคำร้อง
หากอยู่ดีๆ กกต.ไปใช้อำนาจเลื่อนการเลือกสว. จึงคิดว่าจะมีปัญหาทางกฎหมาย และการเตรียมการต่างๆที่วางไว้ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หากเลื่อนจะเลื่อนออกไป ถึงเมื่อไร
หากศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญต้องกลับมาแก้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ด้วยใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นการเลื่อนออกไปก็จะใช้เวลาอีกยาวนาน และต้องรอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก่อน
คำถามต่อมาคือ กกต.มีอำนาจในการสั่งเลื่อนหรือไม่ อำนาจที่มีการอ้างมาตรา 35 กรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกในระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรตามที่ประกาศได้ ก็จะมีมติ 2 ใน 3 เลื่อนได้ จากมาตรานี้ต้องมีเหตุจำเป็นจึงจะเลื่อนได้
ตามคำร้องเรื่องวิธีการเลือก มาตรา 40 คือวิธีการเลือกระดับอำเภอ มาตรา 41 ระดับจังหวัด และมาตรา 42 ระดับประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญแค่รับคำร้อง สมมติศาลรัฐบอกว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หากกกต.เลื่อนการเลือกสว.ออกไป ถามว่ากกต.จะรับผิดชอบอย่างไร จึงสรุปได้ว่าขณะนี้ยังไม่เข้าองค์ประกอบที่จะเลื่อน
ความยุ่งยากของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ปัญหาไม่ใช่ตัวพ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ที่แม้จะมีความซับซ้อน แต่คนที่ทำให้ปัญหามันหนักขึ้นคือ กกต.ที่ทำให้ยุ่งยาก เกิดปัญหามากขึ้น จึงเป็นความรับผิดชอบของกกต.ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา
ดังนั้น หัวใจของเรื่องนี้คือกกต. มีอำนาจในการเลื่อนหรือไม่ ซึ่งขอย้ำในส่วนของมาตรา 35 ที่ต้องเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในเรื่องนี้กกต.จึงไม่มีทั้งเหตุผล และอำนาจที่จะสั่งให้เลื่อนได้ หากเลื่อนจะเกิดความยุ่งยากแน่นอน เพราะมีพระราชกฤษฎีกาประกาศออกมาแล้ว
ส่วนการที่กกต.กลัวจะเกิดปัญหาเลือกสว.จะเป็นโมฆะ ทำให้กกต.ต้องรับผิดชอบ เช่นนั้นต้องถามว่าการเลื่อนโดยไม่มีอำนาจกกต.จะรับผิดชอบอย่างไร ดังนั้น โดยหลักแล้วการเลื่อนออกไปต้องเข้าองค์ประกอบของมาตรา 35 ซึ่งย้ำว่าต้องเป็นกรณีเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ สิ่งที่กกต.ต้องทำคือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียงทักท้วงทั้งจากผู้สมัคร ภาคประชาสังคมและฝ่ายวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะไปตัดสิทธิ์ผู้สมัครระดับอำเภอที่มีผู้สมัครในอำเภอนั้นแค่คนเดียว หรือกลุ่มอาชีพไม่ครบตรงนี้คือส่วนที่ต้องแก้ไข
เพราะตามกฎหมายให้กกต.ดำเนินการจัดการเลือกต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อย ปัญหาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ.ร.ป.การได้มาซึ่งสว. ที่ทำให้การเลือกไม่สำเร็จ และศาลยังไม่ได้มีคำสั่งอะไรออกมา กกต.จึงไม่มีอำนาจเลื่อน
ปัญหาใหญ่หากเลื่อนการเลือกสว.ออกไปคือ สว.ชุดนี้จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกรอบเวลา ตรงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก หากการเลือกสว.ไม่สำเร็จจะเหมือนเป็นการต่ออายุให้ สว.ชุดนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกองค์กรอิสระทั้งหลายที่จะมีการเลือกคนใหม่แทนคนเก่าในเวลาอันใกล้ คนจะมองได้ว่านี่คือเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น
โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง
การเลือก สว.หากไม่เลื่อนน่าจะมีผลดีกว่า กกต.ทำหน้าที่กำหนดเวลาอยู่แล้ว อธิบายมาตั้งนานแล้วว่าจะเอาแบบนี้ ถ้ามีอุปสรรคเกิดขึ้นหากจะเลื่อนก็ต้องอธิบายเหตุผลแล้วเลื่อนได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่ฉกาจฉกรรจ์
จะบอกว่ามีคนตั้งกลุ่มฮั้วกันก็แก้ไขไป บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ ใช้สิทธิและเสรีภาพไม่ได้เต็มที่ก็เป็นข้อกฎหมาย หากกกต.ทำตามข้อกฎหมายอย่างชัดเจนแล้วก็อธิบายเหตุผลไปตามนั้น หากเลื่อนแต่ถ้ามีคนคอยหาเรื่องเขาก็หาเรื่องได้อีก ดังนั้น ไม่ควรเลื่อนดีกว่า
ต้องดูว่ามีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซ่อนเร้น กกต.ต้องตัดสินใจในลักษณะที่เหมาะสมที่สุดในแง่ของหน้าที่และข้อกฎหมาย ถ้าประเมินเช่นนี้กกต.คงยืนยันความเป็นอิสระในการดำเนินงานและการกำหนดเวลาเลือกสว. เพราะเป็นอำนาจหน้าที่
การเลือกสว.จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่กกต.ต้องใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด หากประเมินว่ามีแผนการแอบแฝงต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะจะเดินไปทางหนึ่งทางใดก็สุ่มเสี่ยง จึงอยากสนับสนุนให้กกต.ตัดสินใจโดยการวินิจฉัยของตนเองและดูข้อกฎหมาย
หากไม่เลื่อนต้องสามารถอ้างอิงเหตุผล อธิบายให้สาธารณชนเข้าใจ แต่หากเลื่อนต้องให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใด และจะทำให้กำหนดการกลับมาสู่ปกติโดยไวได้เมื่อไร อย่าทำให้เกิดความสงสัยว่ามีแผนจะทำให้การเลือกสว.ไม่สามารถดำเนินไปได้ เช่นนั้น กกต.จะทำผิดหน้าที่ของตัวเอง เพราะมีหน้าที่ให้การเลือกสว.ให้ได้
หากการเลือกสว.ชุดใหม่เลื่อนออกไป แน่นอน สว.ชุดเดิมจะได้ทำหน้าที่ต่อ หากเป็นเช่นนั้นต้องอธิบายให้ดีว่า สว.รักษาการ ทำอะไรได้ ไม่ใช่พูดอย่างเดียวว่ารักษาการต่อมีอำนาจหน้าที่เต็ม ช่วยทำให้สาธารณชนเข้าใจด้วย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อสงสัย เกิดข้อขัดแย้งกันอีก
และตามหลักการการอยู่ต่อของสว.รักษาการไม่มีผลดีแน่นอน ควรรู้ว่าหมดวาระแล้วควรทำหรือไม่ทำอะไร การมีหน้าที่เต็มไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกอย่างถ้าไม่จำเป็น
การเลื่อนหรือไม่เลื่อนก็เสี่ยงทั้งสองทางหากมีคนวางแผนซ้อนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น กกต.ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หากที่สุดแล้วต้องปรับกำหนดเวลาก็อธิบาย อย่าตื่นตระหนกว่าจะเกิดปัญหา ต้องทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน หากทำเช่นนี้คงไม่เสี่ยงเพราะทำตามหน้าที่
ระบบเลือกที่ดูซับซ้อนถูกออกแบบมาเช่นนี้ ถูกเขียนในรัฐธรรมนูญ ตามมาด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่กฎเกณฑ์ของกกต. จะมาบอกตอนนี้ได้อย่างไรว่าใช้ไม่ได้ จะให้กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้
กกต.ต้องยอมรับตอนนี้เกิดมรสุม ต้องยอมรับความเสี่ยง แต่ถ้าทำโดยสุจริตใจจะเป็นภูมิคุ้มกัน ทำหน้าที่ให้เต็มที่ก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคขัดขวางจนไม่สามารถก้าวข้ามไปได้
ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
การเลือก สว.ควรเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม และ กกต.ก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นปัญหา ก่อนหน้านี้อาจมีผู้สมัครไปร้องเรื่องระเบียบว่าด้วยการหาเสียง ศาลปกครองก็ได้เพิกถอนระเบียบบางข้อออกไป ในส่วนที่ยังใช้ได้อยู่ก็ดำเนินการต่อได้ การแนะนำตัวซึ่งเป็นอุปสรรค ผู้สมัครก็ได้รับการคลี่คลายในจุดนี้ไปพอสมควรแล้ว
ดังนั้นที่มีผู้ร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนกระบวนการในการเลือก สว.โดยอ้างขัดมาตรา 107 ส่วนตัวมองว่าฟังไม่ขึ้น
สิ่งที่ผู้ร้องไปร้องเรื่องที่ผู้สมัครสามารถกาคะแนนให้ ตัวเองได้นั้นขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้เกิดการแทรกแซงต่างๆ รวมถึงระเบียบว่าด้วยการให้แนะนำตัว โดยระเบียบของ กกต.ไม่เปิดช่องให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้สมัครสามารถแนะนำตัวได้ด้วย
เหตุผลเหล่านี้มองว่าไม่ได้ส่งผลต่อการเลือก สว.ที่ทำให้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ว่า กกต.จะมีอำนาจเลื่อนเลือกสว.ได้ตามมาตรา 35 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่ในเรื่องความเชื่อมั่น สถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ จะเกิดขึ้นทันทีหากการเลือกสว.ต้องเลื่อนออกไป
และขณะนี้ก็มีความพยายามจะโยงไปถึงคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กรณี 40 สว.ยื่นถอดถอน จากการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต.สำนักนายกฯ และกรณีการยุบพรรคก้าวไกล มาถึงการล้มการเลือก สว. กลายเป็นกรณี 3 ล้มเพื่อหวังเซ็ตซีโร่ ใหม่ทั้งหมด
ซึ่งไม่เป็นผลดีหากจินตนาการเรื่อง 3 ล้มนั้นเกิดขึ้นจริง เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ควรปล่อยให้กลไกทุกอย่างเดินไปตามระบบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ส่วน สว.คนไหนที่มีปัญหาเรื่องประเด็นคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการใดที่ขัดรัฐธรรมนูญก็สอยกันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ประเด็นอะไรที่น่ากังวล
กกต.ก็ต้องระวังในการใช้อำนาจเลื่อนเลือก สว. เพราะการ ใช้อำนาจตามมาตรา 35 ต้องมีเหตุที่มีความจำเป็น เหตุด่วนฉับพลันจริงๆ ไม่เช่นนั้น กกต.จะกลายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองเพราะไม่ปฏิบัติตามหน้าที่
กกต.มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. หากเลื่อนการเลือกสว.อาจเข้าข่ายละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ได้ จึงเห็นด้วยที่กกต.ควรดำเนินการจัดเลือกสว.ต่อไป เพราะจะเป็นผลดีกับประเทศมากกว่าทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมือง รวมถึงในแง่เศรษฐกิจด้วย
ส่วนที่ สว.บางคนออกมาเปิดประเด็นสร้างกระแส เช่น เรื่องโพยฮั้ว ทำให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วนและสุดท้ายหากไม่สามารถเลือกสว.ได้ ก็ไม่ได้เป็นผลดีอะไรเลย แล้วก็ทำให้สว.ชุดเดิมยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็คงมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีก
ว่าการปฏิบัติหน้าที่ต่อหมายความว่าอำนาจทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่ใช่แค่รักษาการ รวมถึงบทเฉพาะกาล ตามมาตรา 272 ตามรัฐธรรมนูญกรณีโหวตเลือกนายกฯ ด้วย ต้องยอมรับว่าศรีธนญชัยมีเยอะ
สว.ชุดนี้ควรยุติบทบาททั้งหมดได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น 40 สว.ที่ไปร้องกรณีนายเศรษฐา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นเรื่องโพยหลุด ควรเอาเวลาไปเก็บข้าวของได้แล้ว เพราะหลายท่านก็อยู่มานานเกิน 5 ปีทั้งในนาม สนช. สปท. หรือ สปช.