ก้าวไกล เปิด 9 เหตุผล สู้คดียุบพรรค ยัน ศาลรธน. ไม่มีอำนาจตัดสินคดีนี้ ชี้ กกต.ยื่นคำร้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำ โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. 2567 ที่พรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงแนวทางการต่อสู้คดียุบพรรค กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งยุบพรรคก้าวไกล
กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยนายพิธา กล่าวว่า ตนมี 9 ข้อต่อสู้ในคดียุบพรรค โดยจะแบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ กระบวนการ ข้อเท็จจริง และสัดส่วนโทษ ดังนี้ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ ตนขอยืนยันในสิ่งที่พวกเราต่อสู้ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ในเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 ระบุชัดเจนว่า อำนาจเฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่และอำนาจ 3 ข้อต่อไปนี้ 1.พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายและร่างกฎหมาย 2.พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจ และหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ 3.หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ซึ่งพวกตนได้ศึกษารัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจข้อไหนที่ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตัดสิทธิการเมือง และอะไรที่นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้รัฐธรรมนูญแล้ว ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการ แต่ไม่ใช่บ่อเกิดอำนาจที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจมากกว่า 3 ข้อนี้
2.กระบวนการยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีโอกาสให้ผู้ถูกร้อง นั่นคือพรรคก้าวไกล รับทราบ โต้แย้ง หรือแสดงพยานหลักฐานของตนแต่อย่างใด คดียุบพรรคก้าวไกลต่างจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และพรรคไทยรักษาชาติ ในเรื่องของระเบียบและหลักเกณฑ์ของกกต.
สิ่งที่เราถูกร้อง กกต.ยื่นคำร้องยุบพรรคดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ซึ่งระบุว่า เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น แต่ประเด็นทางกฎหมาย มาตรา 92 ต้องประกอบกับมาตรา 93
ซึ่งมาตรา 92 คือข้อหา มาตรา 93 คือวิธีพิจารณา เพราะมาตรา 93 ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนของพรรคการเมืองใด กระทำตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐานพร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
ซึ่งมาตรา 92 และ 93 ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นเอกเทศ หากจะมีการพิจารณาคดีที่มีผลกระทบสูงขนาดนี้ ต้องพิจารณากฎหมายอย่างครบถ้วน ต้องใช้มาตรา 92 ประกอบกับมาตรา 93 เท่านั้น ซึ่งในมาตรา 93 ระบุชัดเจนว่า การรวบรวมข้อมูลที่จะยื่นยุบพรรคนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการ หลักเกณฑ์และวิธีของกกต.
ในการยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค อย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคก้าวไกล มีความแตกต่างกัน โดยหลักเกณฑ์และวิธีของกกต. เกี่ยวกับมาตรา 93 ได้เปลี่ยนไปในเดือนก.พ. 2566 สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคไทยรักษาชาติไม่มีเกณฑ์นี้
โดยในระเบียบ กกต. 2566 ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 7 ว่า การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง บุคคลและคณะบุคคลที่นายทะเบียนแต่งตั้ง ต้องให้ผู้ร้องหรือพรรคการเมือง มีโอกาสรับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานของตน ก่อนมีการเสนอรายงานรวบรวมข้อเท็จจริงต่อนายทะเบียนพิจารณา
ในข้อ 9 ระบุว่า เมื่อนายทะเบียนพิจารณาข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว มีหลักฐานอันสมควร ก็ให้คณะกรรมการเห็นชอบ จึงค่อยส่งหลักฐานให้กับกกต. อีกรอบ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสได้รับทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง หรือนำพยานหลักฐานไปชี้แจงกับกกต. ฉะนั้น การยื่นคำร้องคดีนี้ขัดต่อระเบียบที่กกต.ตราขึ้นเอง และการยื่นคำร้องในครั้งนี้จึงไม่ชอบให้กฎหมาย

3.คำวินิจฉัยคดีเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2567 ไม่ผูกพันการวินิจฉัยคดีนี้ หลายคนอาจคิดว่าข้อเท็จจริงได้รับการวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว แต่กกต.ยังใช้คำวินิจฉัยในคดีวันที่ 31 ม.ค. เป็นเพียงหลักฐานเดียวในการยื่นยุบพรรคในครั้งนี้ แล้วหวังว่าจะมีความผูกพันคดี
ในการที่คดีหนึ่งจะผูกพันกับอีกคดีได้ ก็ต่อเมื่อเป็นไปตาม 2 กรณีนี้เท่านั้น คือ 1.เป็นข้อหาเดียวกัน ซึ่งในกรณีของเราต่างข้อหาก็เท่ากับต่างวัตถุประสงค์ 2.ถ้าระดับโทษใกล้เคียงกัน ก็อาจจะมาเทียบเคียงให้มีความผูกพันคดีได้ ซึ่งคดีเมื่อเดือนม.ค. โทษทั้ง 2 คดีนี้มีความแตกต่างกันมหาศาล มาตรฐานการพิสูจน์จึงเข้มข้นต่างกัน
4.การกระทำที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่การล้มล้าง ไม่อาจเป็นการปฏิปักษ์ 5.การกระทำตามคำวินิจฉัย 31 ม.ค. 2567 ไม่ได้เป็นมติของพรรค
6.โทษยุบพรรคต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อจำเป็นฉุกเฉิน ฉับพลัน และไม่มีทางอื่นแก้ไขในระบอบประชาธิปไตย สำหรับข้อหาที่เราโดน ไม่ว่าจะเรื่องนโยบายหาเสียง การแสดงความเห็นในสาธารณะ การเป็นนายประกันหรือเป็นผู้ต้องหา การรณรงค์แก้กฎหมาย กกต.ยกคำร้องการยุบพรรคก้าวไกลมาโดยตลอด
ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ศาลระบุว่าข้อเท็จจริงไม่ได้พิจารณาจากเจตนาของผู้กระทำ แต่พิจารณาจากความเข้าใจของวิญญูชน ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นปฏิปักษ์จึงตัดสินใจยุบพรรค ในขณะที่บางพรรคกระทำเข้าข่ายความผิด ทางกกต.ก็ทำการออกหนังสือเตือน
แต่ในกรณีของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในสาธารณะ ในขณะนั้นหลายพรรคการเมืองก็แสดงออกเช่นกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นปฏิปักษ์
อีกทั้งสภาฯ ยังสามารถยับยั้งแก้ไขได้ หากการแก้มาตรา 112 เข้าสภาและมีการอภิปรายในเรื่องนี้ ก็ยังสามารถยับยั้งแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น ด้วยระบบนิติบัญญัติ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้สิทธิ์วีโต้ได้ ทั้งก่อนและหลังกฎหมายผ่านการบังคับใช้จากสภา แสดงให้เห็นว่าระบบนิติบัญญัติสามารถยับยั้งได้ด้วยตนเอง

7.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) 8.จำนวนปีในการตัดสิทธิ์ทางการเมือง ต้องได้สัดส่วนกับความผิด 9.การพิจารณาโทษต้องสอดคล้องกับชุด กก.บห. ในระยะเวลาที่ถูกกล่าวหา
“การยุบพรรคในระบบประชาธิปไตยมีได้ แต่ต้องเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ฉับพลัน ซึ่งหากปล่อยไปจะเสียหายไม่มีวิธีอื่นแก้ไข แต่ในกรณีของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นการสั่งชะลอจาก กกต. ระบบนิติบัญญัติ และการกระทำที่ยังไม่เกิดขึ้น
และเมื่อมีคำวินิจฉัยในเดือนม.ค. พรรคก้าวไกลก็หยุดการกระทำ ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการสุดท้ายในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากมีการใช้ ก็เท่ากับว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ” นายพิธา กล่าว